blob: ef49332b38b5f18fa3a70aad5205f489e35680fd [file] [log] [blame]
<?xml version="1.0" ?>
<!DOCTYPE translationbundle>
<translationbundle lang="th">
<translation id="1002439864875515590">หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นสตริงเปล่าหรือไม่ได้กำหนดค่า <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะไม่แสดงตัวเลือกเติมข้อความอัตโนมัติในระหว่างขั้นตอนการลงชื่อเข้าใช้ของผู้ใช้
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นสตริงที่แสดงชื่อโดเมน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะแสดงตัวเลือกเติมข้อความอัตโนมัติในขณะที่ผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้ โดยอนุญาตให้ผู้ใช้พิมพ์เฉพาะชื่อผู้ใช้โดยไม่ต้องมีส่วนขยายชื่อโดเมน ผู้ใช้จะเขียนทับส่วนขยายชื่อโดเมนนี้ได้
หากค่าของนโยบายนี้ไม่ใช่โดเมนที่ถูกต้อง ระบบจะไม่นำนโยบายนี้ไปใช้</translation>
<translation id="1010151305531217567">สลับปุ่มหลักของเมาส์ไปเป็นปุ่มด้านขวา</translation>
<translation id="1011266755572744012">ระบุจำนวนแผ่นงานสูงสุดที่อนุญาตให้พิมพ์สำหรับงานพิมพ์ 1 งาน
หากไม่ได้ตั้งค่า จะไม่มีการใช้ข้อจำกัดและผู้ใช้จะพิมพ์เอกสารใดก็ได้</translation>
<translation id="101438888985615157">หมุนหน้าจอ 180 องศา</translation>
<translation id="1017967144265860778">การจัดการพลังงานบนหน้าจอการเข้าสู่ระบบ</translation>
<translation id="1018427234617066902">บังคับให้เปิดใช้การตรวจตัวสะกดของภาษาต่างๆ ระบบจะไม่สนใจภาษาที่ไม่รู้จักในรายการ
หากคุณเปิดใช้นโยบายนี้ ระบบจะเปิดใช้การตรวจตัวสะกดสำหรับภาษาที่ระบุนอกเหนือจากภาษาที่ผู้ใช้เปิดใช้การตรวจตัวสะกดไว้
หากคุณไม่ได้ตั้งค่าหรือปิดใช้นโยบายนี้ ค่ากำหนดการตรวจตัวสะกดของผู้ใช้จะไม่เปลี่ยนแปลง
หากตั้งค่านโยบาย <ph name="SPELLCHECK_ENABLED_POLICY_NAME" /> เป็น "เท็จ" นโยบายนี้จะไม่ส่งผลกระทบ
หากมีภาษาที่รวมอยู่ทั้งในนโยบายนี้และนโยบาย <ph name="SPELLCHECK_LANGUAGE_BLOCKLIST_POLICY_NAME" /> ระบบจะให้ความสำคัญกับนโยบายนี้และเปิดใช้การตรวจตัวสะกดสำหรับภาษานั้น
ภาษาที่รองรับในขณะนี้ ได้แก่ af, bg, ca, cs, da, de, el, en-AU, en-CA, en-GB, en-US, es, es-419, es-AR, es-ES, es-MX, es-US, et, fa, fo, fr, he, hi, hr, hu, id, it, ko, lt, lv, nb, nl, pl, pt-BR, pt-PT, ro, ru, sh, sk, sl, sq, sr, sv, ta, tg, tr, uk, vi</translation>
<translation id="1019101089073227242">ตั้งค่าไดเรกทอรีข้อมูลผู้ใช้</translation>
<translation id="1021843807738753764"> โปรดทราบว่าจะมีการเลิกใช้งานและนำนโยบายนี้ออกใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> เวอร์ชัน 89 โปรดใช้ <ph name="MANAGED_GUEST_SESSION_PRIVACY_WARNINGS_POLICY_NAME" /> เพื่อกำหนดค่าคำเตือนด้านความเป็นส่วนตัวของเซสชันผู้เยี่ยมชมที่มีการจัดการแทน
ควบคุมการแจ้งเตือนการเรียกใช้อัตโนมัติของเซสชันผู้เยี่ยมชมที่มีการจัดการใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" />
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" การแจ้งเตือนของคำเตือนด้านความเป็นส่วนตัวจะปิดหลังผ่านไปสักครู่
หากตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่า การแจ้งเตือนของคำเตือนด้านความเป็นส่วนตัวจะตรึงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะปิดการแจ้งเตือนดังกล่าว</translation>
<translation id="1022361784792428773">รหัสส่วนขยายที่ผู้ใช้ควรป้องกันไม่ให้มีการติดตั้ง (หรือ * สำหรับทั้งหมด)</translation>
<translation id="102492767056134033">ตั้งสถานะเริ่มต้นของแป้นพิมพ์บนหน้าจอบนหน้าจอการเข้าสู่ระบบ</translation>
<translation id="1027000705181149370">ระบุว่าควรโอนคุกกี้การตรวจสอบสิทธิ์ที่กำหนดโดย SAML IdP ในขณะลงชื่อเข้าใช้ไปยังโปรไฟล์ของผู้ใช้ไหม
เมื่อผู้ใช้ตรวจสอบสิทธิ์ผ่าน SAML IdP ในขณะลงชื่อเข้าใช้ ระบบจะเขียนคุกกี้ที่กำหนดโดย IdP ลงในโปรไฟล์ชั่วคราวก่อน ซึ่งคุกกี้เหล่านี้สามารถโอนไปยังโปรไฟล์ของผู้ใช้เพื่อส่งต่อสถานะการตรวจสอบสิทธิ์ได้
เมื่อตั้งค่านโยบายเป็น True ระบบจะโอนคุกกี้ที่กำหนดโดย IdP ไปที่โปรไฟล์ของผู้ใช้ทุกครั้งที่ผู้ใช้ตรวจสอบสิทธิ์กับ SAML IdP ในขณะลงชื่อเข้าใช้
เมื่อตั้งค่านโยบายเป็น False หรือไม่ได้ตั้งค่า ระบบจะโอนคุกกี้ที่กำหนดโดย IdP ไปที่โปรไฟล์ของผู้ใช้ในระหว่างที่ผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้บนอุปกรณ์เป็นครั้งแรกเท่านั้น
นโยบายนี้มีผลต่อผู้ใช้ที่มีโดเมนตรงกับโดเมนการลงทะเบียนของอุปกรณ์เท่านั้น สำหรับผู้ใช้คนอื่นๆ ทั้งหมด ระบบจะโอนคุกกี้ที่กำหนดโดย IdP ไปที่โปรไฟล์ของผู้ใช้ในระหว่างที่ผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้บนอุปกรณ์เป็นครั้งแรกเท่านั้น</translation>
<translation id="1029052664284722254">บังคับให้อุปกรณ์รีบูตเมื่อผู้ใช้ออกจากระบบ</translation>
<translation id="1032533786864478457">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" ทำให้ผู้ใช้ตั้งค่าให้อุปกรณ์ซิงค์ SMS กับ Chromebook ได้ ผู้ใช้ต้องเลือกใช้ฟีเจอร์นี้อย่างชัดแจ้งด้วยการทำตามขั้นตอนการตั้งค่าให้เสร็จสมบูรณ์ เมื่อดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผู้ใช้จะรับและส่งข้อความใน Chromebook ได้
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หมายความว่าผู้ใช้จะตั้งค่าการซิงค์ข้อความไม่ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายจะทำให้ผู้ใช้ที่มีการจัดการไม่สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้โดยค่าเริ่มต้น แต่ผู้ใช้อื่นๆ จะใช้ได้</translation>
<translation id="1040446814317236570">เปิดใช้การตัด PAC URL (สำหรับ https://)</translation>
<translation id="1046484220783400299">เปิดใช้ฟีเจอร์แพลตฟอร์มของเว็บที่เลิกใช้แล้วเป็นเวลาจำกัด</translation>
<translation id="1047128214168693844">ไม่อนุญาตให้ไซต์ใดๆ ติดตามตำแหน่งทางกายภาพของผู้ใช้</translation>
<translation id="1049138910114524876">กำหนดค่าภาษาที่จะบังคับใช้ในหน้าจอการลงชื่อเข้าใช้ของ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" />
หากมีการตั้งค่านโยบายนี้ หน้าจอการลงชื่อเข้าใช้จะแสดงเป็นภาษาที่ได้มาจากค่าแรกของนโยบายนี้ทุกครั้ง (นโยบายได้รับการกำหนดค่าเป็นรายการเพื่อความเข้ากันได้ในอนาคต) หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้หรือตั้งค่าเป็นรายการที่ว่างเปล่า หน้าจอการลงชื่อเข้าใช้จะแสดงเป็นภาษาที่ผู้ใช้ใช้ในเซสชันล่าสุด หากนโยบายนี้มีการตั้งค่าภาษาไม่ถูกต้อง หน้าจอการลงชื่อเข้าใช้จะแสดงเป็นภาษาสำรอง (ปัจจุบันคือ en-US)</translation>
<translation id="1052499923181221200">นโยบายนี้จะไม่มีผล เว้นแต่ SamlInSessionPasswordChangeEnabled เป็นจริง
หากนโยบายนั้นเป็นจริง และมีการตั้งค่านโยบายนี้เป็น 14 (ตัวอย่าง) หมายความว่าผู้ใช้ SAML จะได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า 14 วันว่ารหัสผ่านจะหมดอายุในวันที่ที่กำหนด
จากนั้นผู้ใช้จะจัดการกับเรื่องนี้ได้ทันทีโดยทำการเปลี่ยนรหัสผ่านในเซสชันและอัปเดตรหัสผ่านก่อนหมดอายุ
แต่การแจ้งเตือนเหล่านี้จะแสดงเมื่อผู้ให้บริการข้อมูลประจำตัว SAML ส่งข้อมูลการหมดอายุของรหัสผ่านไปยังอุปกรณ์ระหว่างขั้นตอนการเข้าสู่ระบบ SAML เท่านั้น
การตั้งค่านโยบายนี้เป็น 0 หมายความว่าผู้ใช้จะไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า แต่จะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อรหัสผ่านหมดอายุไปแล้วเท่านั้น
หากมีการตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนแปลงหรือลบล้างนโยบายไม่ได้</translation>
<translation id="105369313766849861">กำหนดค่าไดเรกทอรีที่ <ph name="PRODUCT_FRAME_NAME" /> จะใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้
หากคุณตั้งค่านโยบายนี้ <ph name="PRODUCT_FRAME_NAME" /> จะใช้ไดเรกทอรีที่ให้มา
ดูรายการตัวแปรที่ใช้ได้ได้ที่ https://support.google.com/chrome/a?p=Supported_directory_variables
หากไม่ได้กำหนดการตั้งค่านี้ ระบบจะใช้ไดเรกทอรีโปรไฟล์ที่เป็นค่าเริ่มต้น</translation>
<translation id="1062011392452772310">เปิดใช้งานการยืนยันระยะไกลสำหรับอุปกรณ์</translation>
<translation id="1062407476771304334">แทนที่</translation>
<translation id="1069489575852947981">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าหมายความว่า ระบบจะตั้งค่าบัญชีในอุปกรณ์ให้ลงชื่อเข้าใช้โดยอัตโนมัติด้วยความล่าช้าเป็น 0 <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะดำเนินการตามแป้นพิมพ์ลัด Ctrl+Alt+S เพื่อข้ามการลงชื่อเข้าใช้โดยอัตโนมัติ และจะแสดงหน้าจอลงชื่อเข้าใช้
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หมายความว่าผู้ใช้จะข้ามการลงชื่อเข้าใช้โดยอัตโนมัติด้วยความล่าช้าเป็น 0 ไม่ได้ (หากกำหนดค่าไว้)</translation>
<translation id="1073983258515362346">รายงานข้อมูลเกี่ยวกับแบ็กไลต์ของอุปกรณ์
หากตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่า จะไม่มีการรายงานข้อมูล
หากตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" จะมีการรายงานข้อมูลแบ็กไลต์ของอุปกรณ์</translation>
<translation id="1076751984131277498">รายการที่อนุญาตของอุปกรณ์ USB ที่ถอดได้</translation>
<translation id="1079801999187584280">ไม่อนุญาตการใช้เครื่องมือสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์</translation>
<translation id="1087437665304381368">นโยบายนี้ควบคุมโหมดนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> เท่านั้น หากคุณต้องการป้องกันการเข้าถึงตัวเลือกสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Android ก็จะต้องตั้งค่านโยบาย <ph name="DEVELOPER_TOOLS_DISABLED_POLICY_NAME" /></translation>
<translation id="1087707496788636333">เรากำลังย้ายรายการนโยบายของ Chrome Enterprise โปรดอัปเดตบุ๊กมาร์กเป็น <ph name="POLICY_DOCUMENTATION_URL" /></translation>
<translation id="1093082332347834239">หากเปิดใช้การตั้งค่านี้ ระบบจะเรียกใช้โฮสต์ความช่วยเหลือระยะไกลในการดำเนินการที่มีสิทธิ์ <ph name="UIACCESS_PERMISSION_NAME" /> ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ระยะไกลโต้ตอบกับหน้าต่างที่ลอยอยู่บนเดสก์ท็อปของผู้ใช้ในเครื่องได้
หากปิดใช้การตั้งค่านี้หรือไม่ได้กำหนดค่าไว้ โฮสต์ความช่วยเหลือระยะไกลจะทำงานในบริบทของผู้ใช้และผู้ใช้ระยะไกลจะไม่สามารถโต้ตอบกับหน้าต่างที่ลอยอยู่บนเดสก์ท็อป</translation>
<translation id="1095209545735032039">บล็อก Serial API ในเว็บไซต์เหล่านี้</translation>
<translation id="1096105751829466145">ผู้ให้บริการการค้นหาเริ่มต้น</translation>
<translation id="1099282607296956954">เปิดใช้การแยกเว็บไซต์สำหรับทุกเว็บไซต์</translation>
<translation id="1117535567637097036">ไม่มีการใช้เครื่องจัดการโปรโตคอลที่ตั้งค่าผ่านนโยบายนี้ระหว่างการจัดการ Intent ของ Android</translation>
<translation id="1118093128235245168">อนุญาตให้เว็บไซต์ขอสิทธิ์จากผู้ใช้เพื่อเข้าถึงอุปกรณ์ USB ที่เชื่อมต่ออยู่</translation>
<translation id="1128717055763152639">อนุญาตให้คุณกำหนดรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่อนุญาตให้แสดงเนื้อหาผสม (เช่น เนื้อหา HTTP ในเว็บไซต์ HTTPS) ที่บล็อกได้ (เช่น แบบแอ็กทีฟ) และที่ระบบจะปิดใช้การอัปเกรดเนื้อหาผสมที่เลือกบล็อกได้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ไว้ ระบบจะบล็อกเนื้อหาผสมที่บล็อกได้ ส่วนเนื้อหาผสมที่เลือกบล็อกได้จะได้รับการอัปเกรด และผู้ใช้จะตั้งค่าข้อยกเว้นให้แสดงเนื้อหาดังกล่าวในเว็บไซต์ที่เจาะจงได้
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ URL ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="1138294736309071213">นโยบายนี้ใช้งานได้ในโหมดปลีกเท่านั้น
กำหนดระยะเวลาการไม่ใช้งานก่อนที่โปรแกรมรักษาหน้าจอจะแสดงขึ้นบนหน้าจอลงชื่อเข้าใช้สำหรับอุปกรณ์ในโหมดปลีก
ควรระบุค่าของนโยบายเป็นมิลลิวินาที</translation>
<translation id="1151353063931113432">อนุญาตให้แสดงภาพบนไซต์เหล่านี้</translation>
<translation id="1160479894929412407">อนุญาตโปรโตคอล QUIC</translation>
<translation id="1160939557934457296">ปิดใช้งานการดำเนินการต่อจากหน้าคำเตือน Safe Browsing</translation>
<translation id="1163080558183062209">ปิดใช้ประเภทเครื่องพิมพ์ในรายการปฏิเสธ</translation>
<translation id="117059611145966538">เซิร์ฟเวอร์การพิมพ์ภายนอก</translation>
<translation id="1171785618439752042">การตั้งค่านโยบายจะกำหนดประเภทการเข้ารหัสที่ได้รับอนุญาตเมื่อขอตั๋ว Kerberos จากเซิร์ฟเวอร์ <ph name="MS_AD_NAME" />
การตั้งค่านโยบายเป็น
* "ทั้งหมด" จะอนุญาตประเภทการเข้ารหัส AES ซึ่งได้แก่ aes256-cts-hmac-sha1-96 และ aes128-cts-hmac-sha1-96 รวมถึงประเภทการเข้ารหัส RC4 ซึ่งก็คือ rc4-hmac AES จะมีความสำคัญเหนือกว่าหากเซิร์ฟเวอร์รองรับประเภทการเข้ารหัส AES และ RC4
* "แรง" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะอนุญาตเฉพาะประเภท AES
* "แบบเดิม" จะอนุญาตเฉพาะประเภท RC4 ซึ่งไม่มีความปลอดภัย และควรใช้ในบางกรณีเท่านั้น หากเป็นไปได้ ให้กำหนดค่าเซิร์ฟเวอร์ใหม่เพื่อให้รองรับ AES
รวมถึงดู https://wiki.samba.org/index.php/Samba_4.6_Features_added/changed#Kerberos_client_encryption_types</translation>
<translation id="1177567780207290133">การตั้งค่านโยบายจะควบคุมตัวกรอง URL ของ SafeSites ซึ่งใช้ Google Safe Search API เพื่อจำแนก URL ว่าเป็นประเภทลามกอนาจารหรือไม่
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็น
* "ไม่ต้องกรองเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่" หรือไม่ได้ตั้งค่า ระบบจะไม่กรองเว็บไซต์
* "กรองเว็บไซต์ระดับบนสุดที่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่" ระบบจะกรองเว็บไซต์ที่อยู่ในประเภทลามกอนาจารออก</translation>
<translation id="1177624681620856105"> นโยบายนี้กำหนดว่าจะมีการแสดงช่องทำเครื่องหมาย "เปิดตลอดเวลา" ในข้อความแจ้งยืนยันการเปิดใช้โปรโตคอลภายนอกหรือไม่
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" หรือไม่ได้ตั้งค่า เมื่อการยืนยันโปรโตคอลภายนอกแสดงขึ้น ผู้ใช้จะเลือก "อนุญาตเสมอ" เพื่อข้ามข้อความแจ้งยืนยันทั้งหมดในอนาคตสำหรับโปรโตคอลดังกล่าวในเว็บไซต์นี้ได้
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ช่องทำเครื่องหมาย "อนุญาตเสมอ" จะไม่แสดง และระบบจะแสดงข้อความแจ้งแก่ผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการเรียกใช้โปรโตคอลภายนอก</translation>
<translation id="11903325225202653">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" จะเปิดโหมดคอนทราสต์สูงไว้ตลอด การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" จะปิดโหมดคอนทราสต์สูงไว้ตลอด
หากคุณตั้งค่านโยบายไว้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนไม่ได้ หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ โหมดคอนทราสต์สูงจะปิดอยู่ แต่ผู้ใช้จะเปิดได้ทุกเมื่อ</translation>
<translation id="1192875037379495940">การตั้งค่านโยบายหมายความว่า ระบบจะลงชื่อเข้าใช้เซสชันที่ระบุโดยอัตโนมัติหากไม่มีการโต้ตอบจากผู้ใช้ในหน้าจอลงชื่อเข้าใช้ภายในระยะเวลาที่ระบุในนโยบาย <ph name="DEVICE_LOCAL_ACCOUNT_AUTO_LOGIN_DELAY_POLICY_NAME" /> บัญชีในอุปกรณ์ต้องตั้งค่าไว้แล้ว (ดู <ph name="DEVICE_LOCAL_ACCOUNTS_POLICY_NAME" />)
การไม่ได้ตั้งค่านโยบายหมายความว่าจะไม่มีการลงชื่อเข้าใช้โดยอัตโนมัติ</translation>
<translation id="1197437816436565375">คุณบังคับให้แอป Android ใช้พร็อกซีไม่ได้ แอป Android สามารถใช้ชุดย่อยของการตั้งค่าพร็อกซี ซึ่งแอป Android อาจเลือกทำตามโดยสมัครใจ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากนโยบาย <ph name="PROXY_MODE_POLICY_NAME" /></translation>
<translation id="1198183996903759302">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" (หรือตั้งค่า <ph name="HARDWARE_ACCELERATION_MODE_ENABLED_POLICY_NAME" /> เป็น "เท็จ") ป้องกันไม่ให้หน้าเว็บเข้าถึง WebGL API และปลั๊กอินจะใช้ Pepper 3D API ไม่ได้
การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะให้หน้าเว็บใช้ WebGL API และปลั๊กอินใช้ Pepper 3D API ได้ แต่การตั้งค่าเริ่มต้นของเบราว์เซอร์อาจยังคงต้องใช้อาร์กิวเมนต์บรรทัดคำสั่งเพื่อใช้ API เหล่านี้</translation>
<translation id="1204263402976895730">เครื่องพิมพ์ขององค์กรที่มีการเปิดใช้</translation>
<translation id="120937472976628837">รายงานข้อมูลพัดลม</translation>
<translation id="1216919699175573511">เปิดใช้การสนับสนุน Signed HTTP Exchange (SXG)</translation>
<translation id="1219695476179627719">ระบุว่าอุปกรณ์ควรย้อนกลับไปใช้เวอร์ชันที่ <ph name="DEVICE_TARGET_VERSION_PREFIX_POLICY_NAME" /> ตั้งค่าไว้หรือไม่ หากใช้เวอร์ชันที่ใหม่กว่าอยู่
ค่าเริ่มต้นคือ RollbackDisabled</translation>
<translation id="1221359380862872747">โหลด URL ที่ระบุเมื่อลงชื่อเข้าใช้การสาธิต</translation>
<translation id="1223789468190631420">สถานะการเปิดใช้ Safe Browsing สำหรับแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้</translation>
<translation id="123081309365616809">เปิดใช้การแคสต์เนื้อหาไปยังอุปกรณ์</translation>
<translation id="1240722269871366886">นโยบายนี้ช่วยให้ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> แนะนำอีโมจิเมื่อผู้ใช้พิมพ์ข้อความด้วยแป้นพิมพ์เสมือนหรือแป้นพิมพ์จริง
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" ระบบจะเปิดใช้ฟีเจอร์นี้และผู้ใช้จะเปลี่ยนแปลงการตั้งค่านี้ได้
เมื่อตั้งค่าเริ่มต้นของนโยบายนี้เป็น "เท็จ" จะไม่มีการแนะนำอีโมจิและผู้ใช้จะลบล้างการตั้งค่าไม่ได้</translation>
<translation id="1243570869342663665">ควบคุมการกรองเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ของ SafeSites</translation>
<translation id="1247850578871017740">การตั้งค่านโยบายด้วยค่าที่ถูกต้องจะทำให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ไม่ใช้ SSL/TLS เวอร์ชันต่ำกว่าเวอร์ชันที่ระบุ ระบบจะเพิกเฉยต่อค่าที่ไม่รู้จัก
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ไว้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ก็จะแสดงข้อผิดพลาดสำหรับ TLS 1.0 และ TLS 1.1 แต่ผู้ใช้จะข้ามไปได้</translation>
<translation id="1252536192437793850">อนุญาตให้เว็บไซต์ขอให้ผู้ใช้ให้สิทธิ์เข้าถึงพอร์ตอนุกรม</translation>
<translation id="125655429495551011">การตั้งค่านโยบายเป็นสตริงจะใช้สตริงดังกล่าวเป็นชื่อโฮสต์ของอุปกรณ์ในระหว่างที่ขอ DHCP สตริงอาจมีตัวแปร <ph name="ASSET_ID_PLACEHOLDER" />, <ph name="SERIAL_NUM_PLACEHOLDER" />, <ph name="MAC_ADDR_PLACEHOLDER" />, <ph name="MACHINE_NAME_PLACEHOLDER" />, <ph name="LOCATION_PLACEHOLDER" /> ซึ่งระบบจะแทนที่ด้วยค่าในอุปกรณ์ก่อนที่จะใช้เป็นชื่อโฮสต์ ชื่อที่จะแทนที่ได้จะต้องเป็นชื่อโฮสต์ที่ถูกต้อง (ตาม RFC 1035 ส่วน 3.1)
การไม่ตั้งค่านโยบายหรือหากค่าหลังการแทนที่ไม่ใช่ชื่อโฮสต์ที่ถูกต้อง ก็จะไม่มีการกำหนดชื่อโฮสต์ในคำขอ DHCP</translation>
<translation id="1257550411839719984">ตั้งค่าไดเรกทอรีเริ่มต้นสำหรับดาวน์โหลด</translation>
<translation id="1265053460044691532">จำกัดเวลาที่ผู้ใช้ซึ่งตรวจสอบสิทธิ์ผ่าน SAML สามารถเข้าสู่ระบบในแบบออฟไลน์</translation>
<translation id="127264587838521316">เปิดใช้คำขอติดตั้งส่วนขยายของ <ph name="PRODUCT_NAME" /></translation>
<translation id="1290634681382861275">ควบคุมการตั้งค่าเบ็ดเตล็ด เช่น USB บลูทูธ การรีเฟรชนโยบาย โหมดนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และอื่นๆ</translation>
<translation id="1291880496936992484">คำเตือน: ระบบจะนำ RC4 ออกจาก <ph name="PRODUCT_NAME" /> โดยสมบูรณ์หลังจากเวอร์ชัน 52 (ประมาณเดือนกันยายน 2016) จากนั้นนโยบายนี้จะหยุดทำงาน
หากไม่มีการตั้งค่านโยบายนี้หรือตั้งค่าเป็น False จะทำให้ไม่มีการเปิดใช้ชุดการเข้ารหัสของ RC4 ใน TLS มิเช่นนั้น อาจตั้งค่าเป็น True เพื่อรักษาความเข้ากันได้กับเซิร์ฟเวอร์ที่ล้าสมัย ซึ่งการดำเนินการนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวและควรกำหนดค่าเซิร์ฟเวอร์อีกครั้ง</translation>
<translation id="1294263471858445589">เปิดใช้การตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์ในเซสชันไม่ระบุตัวตนและเซสชันปกติ</translation>
<translation id="1295737447968372331">เปิดใช้ฟีเจอร์การเขียนตามคำบอกในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ</translation>
<translation id="1297182715641689552">ใช้สคริปต์พร็อกซี .pac</translation>
<translation id="1297961932043741908">ตั้งขีดจำกัดจำนวนเมกะไบต์ของหน่วยความจำที่อินสแตนซ์หนึ่งๆ ของ Chrome จะใช้ได้</translation>
<translation id="1304973015437969093">รหัสส่วนขยาย/แอปและ URL การอัปเดตจะติดตั้งอยู่ในพื้นหลัง</translation>
<translation id="1305400589435476516">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" จะทำให้อุปกรณ์โรมมิ่งข้อมูลได้
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้ใช้การโรมมิ่งข้อมูลไม่ได้</translation>
<translation id="1307454923744766368">ต้นทางหรือรูปแบบชื่อโฮสต์ที่ไม่ควรใช้ข้อจำกัด
เกี่ยวกับต้นทางที่ไม่ปลอดภัย</translation>
<translation id="1309465583050255779">หาก <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_ENABLED_POLICY_NAME" /> เปิดอยู่ การตั้งค่า <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_NAME_POLICY_NAME" /> จะระบุชื่อของผู้ให้บริการค้นหาเริ่มต้น
หากไม่ได้ตั้งค่า <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_NAME_POLICY_NAME" /> ไว้ ระบบจะใช้ชื่อโฮสต์ที่ URL การค้นหาระบุ</translation>
<translation id="1312799700549720683">ควบคุมการตั้งค่าการแสดงผล</translation>
<translation id="131353325527891113">แสดงชื่อผู้ใช้บนหน้าจอการลงชื่อเข้าใช้</translation>
<translation id="1327466551276625742">เปิดใช้พรอมต์การกำหนดค่าเครือข่ายเมื่อออฟไลน์</translation>
<translation id="1330145147221172764">เปิดใช้แป้นพิมพ์บนหน้าจอ</translation>
<translation id="13356285923490863">ชื่อนโยบาย</translation>
<translation id="1347198119056266798">นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้ว โปรดใช้ <ph name="FORCE_GOOGLE_SAFE_SEARCH_POLICY_NAME" /> และ <ph name="FORCE_YOUTUBE_RESTRICT_POLICY_NAME" /> แทน ระบบจะไม่สนใจนโยบายนี้หากมีการตั้งค่านโยบาย <ph name="FORCE_GOOGLE_SAFE_SEARCH_POLICY_NAME" />, <ph name="FORCE_YOUTUBE_RESTRICT_POLICY_NAME" /> หรือ <ph name="FORCE_YOUTUBE_SAFETY_MODE_POLICY_NAME" /> (เลิกใช้งานแล้ว)
บังคับให้การค้นหาใน "Google ค้นเว็บ" ต้องใช้งาน "ค้นหาปลอดภัย" และป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนการตั้งค่านี้ การตั้งค่านี้ยังบังคับใช้โหมดที่จำกัดปานกลางใน YouTube ด้วย
หากคุณเปิดใช้การตั้งค่านี้ ระบบจะใช้งาน "ค้นหาปลอดภัย" ใน Google Search และโหมดที่จำกัดปานกลางใน YouTube เสมอ
หากคุณปิดใช้การตั้งค่านี้หรือไม่ได้ตั้งค่า ระบบจะไม่บังคับใช้ "ค้นหาปลอดภัย" ใน Google Search และโหมดที่จำกัดใน YouTube</translation>
<translation id="134745581157553029">หากตั้งค่านโยบาย "DeviceArcDataSnapshotHours" ระบบจะเปิดใช้กลไกการสรุปภาพรวมของข้อมูล ARC และการอัปเดตภาพรวมของข้อมูล ARC จะเริ่มต้นโดยอัตโนมัติในช่วงเวลาที่กำหนดได้ เมื่อช่วงเวลาดังกล่าวเริ่มต้น ระบบต้องอัปเดตภาพรวมของข้อมูล ARC และไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ลงชื่อเข้าสู่ระบบ ขั้นตอนการอัปเดตภาพรวมของข้อมูล ARC จะเริ่มโดยไม่แสดงการแจ้งเตือนต่อผู้ใช้ หากผู้ใช้กำลังใช้งานอยู่ การแจ้งเตือน UI จะแสดงขึ้นและผู้ใช้ต้องยอมรับเพื่อรีบูตอุปกรณ์และเริ่มขั้นตอนการอัปเดตภาพรวมของข้อมูล ARC หมายเหตุ: ระบบจะไม่อนุญาตให้มีการใช้งานอุปกรณ์ในระหว่างที่อัปเดตภาพรวมของข้อมูล ARC</translation>
<translation id="1353416417709895349">ปิดใช้การตรวจสอบการสกัดกั้น DNS และแถบข้อมูล "หรือคุณหมายถึง http://intranetsite/"</translation>
<translation id="1353985065430729216">การตั้งค่านโยบายจะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ที่ระบุเว็บไซต์ที่เข้าถึงเซ็นเซอร์ เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและเซ็นเซอร์แสงได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="DEFAULT_SENSORS_SETTING_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
หากมีรูปแบบ URL เดียวกันอยู่ทั้งในนโยบายนี้และนโยบาย <ph name="SENSORS_BLOCKED_FOR_URLS_POLICY_NAME" /> ระบบจะให้ความสำคัญกับนโยบายหลังและสิทธิ์เข้าถึงเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวหรือเซ็นเซอร์แสงจะถูกบล็อก
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ <ph name="URL_LABEL" /> ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="1354424209129232709">สูงสุด:</translation>
<translation id="1359553908012294236">หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น True หรือไม่ได้กำหนดค่า <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะเปิดใช้การเข้าสู่ระบบแบบผู้เยี่ยมชม การเข้าสู่ระบบแบบผู้เยี่ยมชมเป็นโปรไฟล์ของ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ซึ่งหน้าต่างทุกบานจะอยู่ในโหมดไม่ระบุตัวตน
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น False <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะไม่อนุญาตให้เริ่มต้นโปรไฟล์ผู้เยี่ยมชม</translation>
<translation id="1363275621236827384">เปิดใช้คำค้นหาไปยังเซิร์ฟเวอร์ Quirks สำหรับโปรไฟล์ฮาร์ดแวร์</translation>
<translation id="1376119291123231789">เปิดใช้โหมดการชาร์จแบตเตอรี่ขั้นสูง</translation>
<translation id="1384459581748403878">การอ้างอิง: <ph name="REFERENCE_URL" /></translation>
<translation id="138847842893090358">รายงานสถานะการอัปเดตระบบปฏิบัติการ</translation>
<translation id="1390901586107713894">ให้คุณระบุว่าส่วนขยายใดบ้างที่ผู้ใช้ติดตั้งไม่ได้ ระบบจะปิดใช้ส่วนขยายที่ติดตั้งแล้วหากถูกบล็อกโดยไม่มีวิธีให้ผู้ใช้เปิดใช้ เมื่อนำส่วนขยายที่ปิดใช้เนื่องจากอยู่ในรายการที่บล็อกออกแล้ว ระบบจะเปิดใช้อีกครั้งโดยอัตโนมัติ
ค่า "*" ในรายการที่บล็อกหมายความว่าส่วนขยายทั้งหมดถูกบล็อก เว้นแต่จะแสดงอยู่อย่างชัดแจ้งในรายการที่อนุญาต
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะติดตั้งส่วนขยายใดก็ได้ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /></translation>
<translation id="1393485621820363363">เครื่องพิมพ์สำหรับอุปกรณ์ขององค์กรที่มีการเปิดใช้</translation>
<translation id="1397855852561539316">URL ที่แนะนำโดยผู้ให้บริการการค้นหาเริ่มต้น</translation>
<translation id="1413936351612032792">รายงานข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานแอป Linux</translation>
<translation id="142346659686073702">อนุญาตให้ผู้ใช้ที่ไม่ได้เป็นพาร์ทเนอร์ใช้ Crostini</translation>
<translation id="1425551776320718592">ป้องกันไม่ให้ผู้ใช้อุปกรณ์นี้ใช้การโหลดจากแหล่งที่ไม่รู้จักของ ADB โดยไม่บังคับให้ทำ Powerwash ซึ่งอาจทำให้อุปกรณ์มีสถานะความปลอดภัยที่ไม่น่าเชื่อถือ</translation>
<translation id="1426170570389588560">กำหนดช่วงเวลาเป็นจำนวนวันในการจัดเก็บข้อมูลเมตาของงานพิมพ์</translation>
<translation id="1426410128494586442">ยอมรับ</translation>
<translation id="1427655258943162134">ที่อยู่หรือ URL ของพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์</translation>
<translation id="142825088795991909">การตั้งค่านโยบายจะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่แสดงการแจ้งเตือนได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="DEFAULT_JAVA_SCRIPT_SETTING_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ <ph name="URL_LABEL" /> ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="1428945832940687828">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" จะปิดการซิงค์ <ph name="GOOGLE_DRIVE_NAME" /> ในแอป Files ของ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> และจะไม่มีการอัปโหลดข้อมูลไปยัง Google ไดรฟ์
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้ผู้ใช้โอนไฟล์ไปยัง Google ไดรฟ์ได้</translation>
<translation id="1430105709759941952">การตั้งค่านโยบายจะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ที่ระบุเว็บไซต์ที่เข้าถึงเซ็นเซอร์ เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและเซ็นเซอร์แสงไม่ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="DEFAULT_SENSORS_SETTING_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
หากมีรูปแบบ URL เดียวกันอยู่ทั้งในนโยบายนี้และนโยบาย <ph name="SENSORS_ALLOWED_FOR_URLS_POLICY_NAME" /> ระบบจะให้ความสำคัญกับนโยบายนี้และสิทธิ์เข้าถึงเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวหรือเซ็นเซอร์แสงจะถูกบล็อก
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ <ph name="URL_LABEL" /> ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="1435659902881071157">การกำหนดค่าเครือข่ายระดับอุปกรณ์</translation>
<translation id="1438739959477268107">การตั้งค่าการสร้างคีย์ที่เป็นค่าเริ่มต้น</translation>
<translation id="1449083855104537880">การตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" จะแสดงตัวเลือกการช่วยเหลือพิเศษในเมนูถาดระบบ หากคุณตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ตัวเลือกดังกล่าวจะไม่แสดงในเมนู
หากคุณตั้งค่านโยบายไว้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนไม่ได้ หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ ตัวเลือกการช่วยเหลือพิเศษจะไม่แสดงในเมนู แต่ผู้ใช้ทำให้ตัวเลือกปรากฏได้จากหน้าการตั้งค่า
หากคุณเปิดใช้ฟีเจอร์การช่วยเหลือพิเศษด้วยวิธีอื่นๆ (เช่น ด้วยการกดแป้นร่วมกัน) ตัวเลือกการช่วยเหลือพิเศษจะแสดงในเมนูถาดระบบเสมอ</translation>
<translation id="1456822151187621582">Windows (ไคลเอ็นต์ของ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" />):</translation>
<translation id="1464848559468748897">ควบคุมพฤติกรรมของผู้ใช้ในเซสชันหลายโปรไฟล์บนอุปกรณ์ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" />
หากกำหนดนโยบายนี้เป็น "MultiProfileUserBehaviorUnrestricted" ผู้ใช้สามารถเป็นผู้ใช้หลักหรือผู้ใช้รองในเซสชันหลายโปรไฟล์ได้
หากกำหนดนโยบายเป็น "MultiProfileUserBehaviorMustBePrimary" ผู้ใช้สามารถเป็นผู้ใช้หลักได้เท่านั้นในเซสชันหลายโปรไฟล์
หากกำหนดนโยบายนี้เป็น "MultiProfileUserBehaviorNotAllowed" ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าร่วมเซสชันหลายโปรไฟล์
หากคุณทำการตั้งค่านี้ ผู้ใช้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแทนที่ได้
หากการตั้งค่ามีการเปลี่ยนแปลงขณะที่ผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้เซสชันหลายโปรไฟล์ ผู้ใช้ทั้งหมดในเซสชันจะได้รับการตรวจสอบเทียบกับการตั้งค่าที่เกี่ยวข้องของพวกเขา เซสชันจะปิดลงหากมีผู้ใช้รายใดรายหนึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในเซสชันอีกต่อไป
หากไม่กำหนดค่านโยบายนี้ ค่าเริ่มต้น "MultiProfileUserBehaviorMustBePrimary" จะนำไปใช้กับผู้ใช้ที่ได้รับการจัดการโดยองค์กรและ "MultiProfileUserBehaviorUnrestricted" จะนำไปใช้กับผู้ใช้ที่ไม่ได้รับการจัดการ</translation>
<translation id="1465619815762735808">คลิกเพื่อเล่น</translation>
<translation id="1467633031685836974">ฟีเจอร์นี้ช่วยให้นำทาง URL จากไฮเปอร์ลิงก์และแถบที่อยู่ไปยังข้อความเป้าหมายที่เจาะจงภายในหน้าเว็บได้ ซึ่งหน้าเว็บจะเลื่อนไปยังตำแหน่งดังกล่าวเมื่อโหลดเสร็จแล้ว
หากเปิดใช้หรือไม่ได้กำหนดค่านโยบายนี้ ระบบจะเปิดใช้การเลื่อนหน้าเว็บไปยัง Fragment ของข้อความที่เจาะจงผ่าน URL
หากคุณปิดใช้นโยบายนี้ ระบบจะปิดใช้การเลื่อนหน้าเว็บไปยัง Fragment ของข้อความที่เจาะจงผ่าน URL</translation>
<translation id="1469072784237350146">ควบคุมว่าอนุญาตให้เว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยส่งคำขอไปยังปลายทางเครือข่ายที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าหรือไม่
นโยบายนี้เกี่ยวข้องกับข้อกำหนด CORS-RFC1918 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://wicg.github.io/cors-rfc1918
ปลายทางเครือข่ายหนึ่งมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าปลายทางเครือข่ายอีกแห่งหนึ่งในกรณีต่อไปนี้
1) ที่อยู่ IP ของปลายทางเครือข่ายนั้นเป็น localhost แต่อีกปลายทางหนึ่งไม่ใช่
2) ที่อยู่ IP ของปลายทางเครือข่ายนั้นเป็นแบบส่วนตัว แต่อีกปลายทางหนึ่งเป็นแบบสาธารณะ
ในอนาคต อาจมีการใช้นโยบายนี้กับคำขอข้ามต้นทางทั้งหมดที่ส่งไปที่ IP ส่วนตัวหรือ localhost ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาข้อกำหนด
จะถือว่าเว็บไซต์หนึ่งๆ ปลอดภัยหากเป็นไปตามคำจำกัดความของบริบทที่ปลอดภัยใน https://developer.mozilla.org/en-US/docs/Web/Security/Secure_Contexts มิฉะนั้น จะมีการดำเนินการกับเว็บไซต์นั้นเสมือนเป็นบริบทที่ไม่ปลอดภัย
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้หรือตั้งค่าเป็น "เท็จ" ลักษณะการทำงานที่เป็นค่าเริ่มต้นสำหรับคำขอจากบริบทที่ไม่ปลอดภัยถึงปลายทางเครือข่ายที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าจะขึ้นอยู่กับการกำหนดค่าส่วนตัวของผู้ใช้สำหรับฟีเจอร์ <ph name="BLOCK_INSECURE_PRIVATE_NETWORK_REQUESTS_FEATURE_NAME" /> ซึ่งอาจตั้งค่าไว้ด้วยการทดสอบในวงจำกัดหรือในบรรทัดคำสั่ง
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" เว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยจะได้รับอนุญาตให้ส่งคำขอถึงปลายทางเครือข่ายใดก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับการตรวจสอบข้ามต้นทางอื่นๆ</translation>
<translation id="1474273443907024088">ปิดใช้ TLS False Start</translation>
<translation id="1477934438414550161">TLS 1.2</translation>
<translation id="1479427764273213107">การตั้งค่านโยบายนี้จะกำหนดรายการอุปกรณ์ USB ที่ผู้ใช้จะปลดออกจากไดรเวอร์ Kernel เพื่อใช้งานผ่าน chrome.usb API ในเว็บแอปโดยตรงได้ รายการต่างๆ เป็นการจับคู่ระหว่างตัวระบุผู้ให้บริการ USB และตัวระบุผลิตภัณฑ์เพื่อที่จะระบุฮาร์ดแวร์ที่เจาะจง
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบาย รายการอุปกรณ์ USB ที่ปลดออกได้จะว่างเปล่า</translation>
<translation id="1481508277421549404">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" จะให้ส่วนขยายที่ติดตั้งโดยนโยบายระดับองค์กรใช้ Enterprise Hardware Platform API ได้
การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะป้องกันไม่ให้ส่วนขยายใช้ API นี้
หมายเหตุ: นโยบายนี้ยังมีผลกับส่วนขยายคอมโพเนนต์ด้วย เช่น ส่วนขยายบริการ Hangouts</translation>
<translation id="1486021504508098388">รายงานข้อมูลแบ็กไลต์</translation>
<translation id="1487916040416013623">การตั้งค่านโยบายจะระบุว่าเซิร์ฟเวอร์ใดควรจะได้รับอนุญาตสำหรับการตรวจสอบสิทธิ์แบบผสานรวม การตรวจสอบสิทธิ์แบบผสานรวมจะเปิดเฉพาะเมื่อ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ได้รับคำขอตรวจสอบสิทธิ์จากพร็อกซีหรือจากเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ในรายการที่ได้รับอนุญาตนี้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะพยายามตรวจหาว่าเซิร์ฟเวอร์อยู่บนอินทราเน็ตไหม หากใช่ก็จะตอบรับคำขอ IWA หากมีการตรวจพบว่าเซิร์ฟเวอร์เป็นอินเทอร์เน็ต <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะไม่สนใจคำขอ IWA จากเซิร์ฟเวอร์
หมายเหตุ: คั่นชื่อเซิร์ฟเวอร์หลายรายการด้วยเครื่องหมายจุลภาค ใช้ไวลด์การ์ด (<ph name="WILDCARD_VALUE" />) ได้</translation>
<translation id="1488406778491620405">ฟีเจอร์การช่วยเหลือพิเศษ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ช่วยให้ผู้ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอซึ่งมีความบกพร่องทางสายตารู้รายละเอียดของรูปภาพในเว็บที่ไม่มีป้ายกำกับบอกไว้ ผู้ใช้ที่เลือกเปิดใช้ฟีเจอร์จะมีตัวเลือกการใช้บริการ Google ที่ไม่ระบุตัวบุคคล เพื่อฟังคำอธิบายแบบอัตโนมัติสำหรับรูปภาพที่ไม่ได้ติดป้ายกำกับซึ่งผู้ใช้พบเจอในเว็บ
หากมีการเปิดใช้ฟีเจอร์นี้ ระบบจะส่งเนื้อหาของรูปภาพไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Google เพื่อสร้างคำอธิบาย จะไม่มีการส่งคุกกี้หรือข้อมูลผู้ใช้อื่นๆ และ Google จะไม่บันทึกเนื้อหารูปภาพใดๆ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" ฟีเจอร์ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะเปิดใช้ แต่จะมีผลเฉพาะกับผู้ใช้ที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอหรือเทคโนโลยีความช่วยเหลือพิเศษที่คล้ายกันอื่นๆ เท่านั้น
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ผู้ใช้จะไม่มีตัวเลือกให้เปิดใช้ฟีเจอร์
หากตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนหรือลบล้างไม่ได้</translation>
<translation id="1502843533062797703">เปิดใช้การบล็อกการแทรกซอฟต์แวร์ของบุคคลที่สาม</translation>
<translation id="1503863096120373385">กำหนดค่าอายุการใช้งานของข้อมูลการท่องเว็บสำหรับ <ph name="PRODUCT_NAME" />
นโยบายนี้จะควบคุมอายุการใช้งานของข้อมูลการท่องเว็บที่เลือก นโยบายนี้ไม่มีผลหากเปิดการซิงค์ไว้
ประเภทข้อมูลที่พร้อมใช้งาน ได้แก่ <ph name="DATA_TYPE_BROWSING_HISTORY" />, <ph name="DATA_TYPE_DOWNLOAD_HISTORY" />, <ph name="DATA_TYPE_COOKIES_AND_OTHER_SITE_DATA" />, <ph name="DATA_TYPE_CACHED_IMAGES_AND_FILES" />, <ph name="DATA_TYPE_PASSWORD" />, <ph name="DATA_TYPE_AUTOFILL" />, <ph name="DATA_TYPE_SITE_SETTINGS" /> และ <ph name="DATA_TYPE_HOSTED_APP_DATA" />
Chrome จะนำข้อมูลประเภทที่เลือกไว้ที่มีอายุนานกว่า <ph name="TIME_TO_LIVE_IN_HOURS" /> ชั่วโมงออกอยู่เสมอ เนื่องจากการลบนี้จะเกิดขึ้นในบางช่วงเวลาเท่านั้น ข้อมูลบางอย่างจึงอาจมีอายุการใช้งานนานกว่าเล็กน้อย แต่จะไม่เกิน 2 เท่าของ <ph name="TIME_TO_LIVE_IN_HOURS" /> ที่คาดไว้
</translation>
<translation id="1509692106376861764">นโยบายนี้ได้ถูกยกเลิกตั้งแต่ <ph name="PRODUCT_NAME" /> เวอร์ชัน 29</translation>
<translation id="1512974677514081818">จัดเตรียมการกำหนดค่าสำหรับเครื่องพิมพ์องค์กรที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์
นโยบายนี้ให้คุณระบุการกำหนดค่าเครื่องพิมพ์ให้แก่อุปกรณ์ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> รูปแบบจะเหมือนกับพจนานุกรม NativePrinters แต่มีช่อง "id" หรือ "guid" ที่จำเป็นต้องกรอกเพิ่มเข้ามาสำหรับเครื่องพิมพ์แต่ละเครื่องเพื่อใช้ระบุว่าอยู่ในรายการที่อนุญาตหรือไม่อนุญาต
ไฟล์ต้องมีขนาดไม่เกิน 5 MB และต้องเข้ารหัสเป็น JSON ไฟล์ที่ระบุเครื่องพิมพ์ประมาณ 21,000 เครื่องจะเข้ารหัสเป็นไฟล์ขนาด 5 MB ได้ 1 ไฟล์โดยประมาณ และจะใช้แฮชแบบเข้ารหัสเพื่อยืนยันความสมบูรณ์ของการดาวน์โหลด
ระบบจะดาวน์โหลดและเก็บแคชของไฟล์ไว้ แล้วจะดาวน์โหลดอีกครั้งเมื่อ URL หรือแฮชมีการเปลี่ยนแปลง
หากตั้งค่านโยบายนี้ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะดาวน์โหลดไฟล์สำหรับการกำหนดค่าเครื่องพิมพ์และทำให้เครื่องพิมพ์พร้อมใช้งานโดยสอดคล้องกับ <ph name="DEVICE_PRINTERS_ACCESS_MODE_POLICY_NAME" />, <ph name="DEVICE_PRINTERS_ALLOWLIST_POLICY_NAME" /> และ <ph name="DEVICE_PRINTERS_BLOCKLIST_POLICY_NAME" />
นโยบายนี้ไม่มีผลต่อความสามารถของผู้ใช้ในการกำหนดค่าเครื่องพิมพ์ในอุปกรณ์แต่ละเครื่อง แต่เป็นเพียงนโยบายเพิ่มเติมสำหรับการกำหนดค่าเครื่องพิมพ์ของผู้ใช้แต่ละราย
นโยบายนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมของ <ph name="BULK_PRINTERS_POLICY_NAME" />
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ จะไม่มีเครื่องพิมพ์สำหรับอุปกรณ์และระบบจะเพิกเฉยต่อนโยบาย <ph name="DEVICE_NATIVE_PRINTERS_POLICY_PATTERN" /> อื่นๆ
นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้ว โปรดใช้ <ph name="DEVICE_PRINTERS_POLICY_NAME" /> แทน
</translation>
<translation id="1514888685242892912">เปิดใช้ <ph name="PRODUCT_NAME" /></translation>
<translation id="1515230621229117540">เปิดใช้เมนูการช่วยเหลือพิเศษแบบลอย</translation>
<translation id="1515824657887788963">อนุญาตให้หน้าเว็บส่งคำขอ XHR พร้อมกันในระหว่างการปิดหน้าเว็บ</translation>
<translation id="1522425503138261032">อนุญาตให้ไซต์ติดตามตำแหน่งทางกายภาพของผู้ใช้</translation>
<translation id="1523774894176285446">เบราว์เซอร์สำรองที่จะเปิดสำหรับเว็บไซต์ที่กำหนดค่า</translation>
<translation id="152657506688053119">รายการ URL สำรองของผู้ให้บริการค้นหาเริ่มต้น</translation>
<translation id="1530812829012954197">แสดงรูปแบบ URL ต่อไปนี้เสมอในเบราว์เซอร์โฮสต์</translation>
<translation id="1553532014072799546">รายการที่อนุญาตพิเศษสำหรับการจำกัดเวลาต่อแอป</translation>
<translation id="1553956579506604198">บล็อกไม่ให้ติดตั้งส่วนขยายจากภายนอก</translation>
<translation id="1555248923316727072">การตั้งค่าการจัดการข้อมูลประจำตัวของผู้ใช้ SAML</translation>
<translation id="1560205870554624777">ควบคุมว่าจะเปิดใช้ฟังก์ชันการทำงานของ Kerberos หรือไม่ Kerberos เป็นโปรโตคอลการตรวจสอบสิทธิ์ที่ใช้เพื่อตรวจสอบสิทธิ์เว็บแอปและพื้นที่แชร์ไฟล์ได้
หากเปิดใช้นโยบายนี้ ระบบจะเปิดใช้ฟังก์ชันการทำงานของ Kerberos คุณเพิ่มบัญชี Kerberos ได้ผ่านนโยบาย "กำหนดค่าบัญชี Kerberos" หรือผ่านการตั้งค่าบัญชี Kerberos ในหน้าการตั้งค่าบุคคล
หากปิดใช้นโยบายนี้หรือไม่ได้ตั้งค่าไว้ ระบบจะปิดใช้การตั้งค่าบัญชี Kerberos คุณจะเพิ่มบัญชี Kerberos ไม่ได้และจะใช้การตรวจสอบสิทธิ์ของ Kerberos ไม่ได้ บัญชี Kerberos ที่มีอยู่ทั้งหมดจะถูกลบ รวมถึงรหัสผ่านที่จัดเก็บไว้ทั้งหมดด้วย</translation>
<translation id="1561424797596341174">การลบล้างนโยบายสำหรับเวอร์ชันการแก้ปัญหาของโฮสต์การเข้าถึงระยะไกล</translation>
<translation id="1561967320164410511">U2F พร้อมส่วนขยายสำหรับการรับรองแต่ละรายการ</translation>
<translation id="1575015449587326319">นโยบายการกำหนดค่าสำหรับเครื่องมือเชื่อมต่อ Chrome Enterprise OnFileDownloaded</translation>
<translation id="1583248206450240930">ใช้ <ph name="PRODUCT_FRAME_NAME" /> โดยค่าเริ่มต้น</translation>
<translation id="1587671452159346389">ควบคุมว่าจะให้เครื่องพิมพ์ใดจาก <ph name="DEVICE_PRINTERS_POLICY_NAME" /> พร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้
กำหนดนโยบายการเข้าถึงที่จะนำมาใช้สำหรับการกำหนดค่าเครื่องพิมพ์แบบกลุ่ม หากเลือก <ph name="PRINTERS_ALLOW_ALL" /> ระบบจะแสดงเครื่องพิมพ์ทั้งหมด หากเลือก <ph name="PRINTERS_BLOCKLIST" /> ระบบจะใช้ <ph name="DEVICE_PRINTERS_BLOCKLIST_POLICY_NAME" /> ในการจำกัดการเข้าถึงเครื่องพิมพ์ที่ระบุ หากเลือก <ph name="PRINTERS_ALLOWLIST" /> <ph name="DEVICE_PRINTERS_ALLOWLIST_POLICY_NAME" /> จะกำหนดเฉพาะเครื่องพิมพ์ที่เลือกได้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ไว้ ระบบจะถือว่าเลือก <ph name="PRINTERS_ALLOW_ALL" /> ไว้
</translation>
<translation id="1588240398285670601">การตั้งค่าเบราว์เซอร์</translation>
<translation id="1593245608325508847">การตั้งค่านโยบายจะเปิดฟีเจอร์การลงชื่อเข้าใช้แบบจำกัดของ Chrome ใน G Suite และป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนการตั้งค่านี้ ผู้ใช้จะเข้าถึงเครื่องมือของ Google ได้โดยใช้บัญชีจากโดเมนที่ระบุเท่านั้น (หากต้องการอนุญาตบัญชี gmail หรือ googlemail ให้เพิ่ม consumer_accounts ลงในรายการโดเมน) การตั้งค่านี้จะป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้และเพิ่มบัญชีรองในอุปกรณ์ที่จัดการซึ่งต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์จาก Google หากบัญชีดังกล่าวไม่ได้อยู่ในโดเมนที่อนุญาตอย่างชัดแจ้ง
การปล่อยให้การตั้งค่านี้ว่างหรือไม่ได้ตั้งค่าหมายความว่าผู้ใช้จะเข้าถึง G Suite ด้วยบัญชีใดก็ได้
ผู้ใช้จะเปลี่ยนหรือลบล้างการตั้งค่านี้ไม่ได้
หมายเหตุ: นโยบายนี้ส่งผลให้ต้องเติมส่วนหัว X-GoogApps-Allowed-Domains ในคำขอ HTTP และ HTTPS ทั้งหมดที่ส่งไปยังโดเมน google.com ทั้งหมดตามที่อธิบายไว้ใน https://support.google.com/a/answer/1668854</translation>
<translation id="1599424828227887013">เปิดใช้การแยกเว็บไซต์สำหรับต้นทางที่เจาะจงในอุปกรณ์ Android</translation>
<translation id="159946228300522107">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" หมายความว่า Chrome จะขยายหน้าต่างแรกที่แสดงเมื่อเรียกใช้ครั้งแรก
การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่าหมายความว่า Chrome อาจขยายหน้าต่างแรก โดยขึ้นอยู่กับขนาดหน้าจอ</translation>
<translation id="1600340610556453828">การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะทำให้ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> ปิด Wi-Fi และผู้ใช้จะเปลี่ยนไม่ได้
การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้ผู้ใช้เปิดหรือปิด Wi-Fi ได้</translation>
<translation id="1606917441621112087">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" จะปิดโปรแกรมอ่าน PDF ภายในของ <ph name="PRODUCT_NAME" /> รวมถึงถือว่าไฟล์ PDF เป็นไฟล์ที่ดาวน์โหลดมา และอนุญาตให้ผู้ใช้เปิด PDF ด้วยแอปพลิเคชันที่เป็นค่าเริ่มต้น
การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่าหมายความว่าหากผู้ใช้ไม่ได้ปิดปลั๊กอิน PDF ปลั๊กอินจะเปิดไฟล์ PDF</translation>
<translation id="1608755754295374538">URL ที่จะได้รับสิทธิ์การเข้าถึงอุปกรณ์จับเสียงโดยไม่ต้องแจ้ง</translation>
<translation id="1609917034797989341">การตั้งค่านโยบายจะให้สิทธิ์เข้าถึงคีย์ขององค์กรแก่ส่วนขยาย คีย์มีไว้สำหรับการใช้งานขององค์กรเฉพาะในกรณีที่สร้างขึ้นโดยใช้ chrome.enterprise.platformKeys API ในบัญชีที่มีการจัดการ ผู้ใช้จะให้สิทธิ์เข้าถึงคีย์ขององค์กรแก่ส่วนขยายหรือถอนสิทธิ์เข้าถึงคีย์ขององค์กรจากส่วนขยายไม่ได้
โดยค่าเริ่มต้น ส่วนขยายจะใช้คีย์ที่กำหนดไว้สำหรับการใช้งานขององค์กรไม่ได้ ซึ่งเทียบเท่ากับการตั้งค่า allowCorporateKeyUsage เป็น "เท็จ" สำหรับส่วนขยายนั้น ส่วนขยายจะใช้คีย์ของแพลตฟอร์มที่มีการทำเครื่องหมายไว้สำหรับการใช้งานขององค์กรเพื่อลงนามข้อมูลที่กำหนดเองได้เฉพาะในกรณีที่มีการตั้งค่า allowCorporateKeyUsage เป็น "จริง" สำหรับส่วนขยายดังกล่าว ควรมอบสิทธิ์นี้ต่อเมื่อมั่นใจว่าส่วนขยายมีการป้องกันการเข้าถึงคีย์จากผู้โจมตีเท่านั้น</translation>
<translation id="1611394564825535541">อนุญาตให้คุณควบคุมว่าผู้ใช้จะเข้าถึงเครื่องพิมพ์ที่ไม่ใช่ขององค์กรได้หรือไม่
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" หรือไม่ได้ตั้งค่าไว้ ผู้ใช้จะเพิ่ม กำหนดค่า และสั่งพิมพ์โดยใช้เครื่องพิมพ์ของตนเองได้
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ผู้ใช้จะเพิ่มและกำหนดค่าเครื่องพิมพ์ของตนเองไม่ได้ และจะสั่งพิมพ์โดยใช้เครื่องพิมพ์ที่กำหนดค่าไว้ก่อนหน้านี้ไม่ได้ด้วย
</translation>
<translation id="1615221548356595305">อนุญาตการรวมการเชื่อมต่อ HTTP/2 สำหรับโฮสต์เหล่านี้แม้จะมีการใช้ใบรับรองไคลเอ็นต์</translation>
<translation id="1615855314789673708">ระบุการกำหนดค่า Wilco DTC (ตัวควบคุมการวินิจฉัยและการวัดและส่งข้อมูลทางไกล)
นโยบายนี้อนุญาตให้ระบุการกำหนดค่า Wilco DTC ที่ระบบให้ใช้ในกรณีที่ Wilco DTC พร้อมใช้งานในอุปกรณ์นั้นๆ และในกรณีที่นโยบายอนุญาต ขนาดของการกำหนดค่าต้องไม่เกิน 1MB (1,000,000 ไบต์) และต้องเข้ารหัสเป็น JSON Wilco DTC มีหน้าที่จัดการการกำหนดค่า ระบบจะใช้แฮชแบบเข้ารหัสเพื่อยืนยันความสมบูรณ์ของการดาวน์โหลด
รวมถึงจะดาวน์โหลดและแคชการกำหนดค่า แล้วจะดาวน์โหลดอีกครั้งเมื่อ URL หรือแฮชมีการเปลี่ยนแปลง
หากคุณตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะแก้ไขหรือลบล้างนโยบายไม่ได้</translation>
<translation id="1617235075406854669">เปิดใช้งานการนำออกเบราว์เซอร์และประวัติการดาวน์โหลด</translation>
<translation id="1620510694547887537">กล้อง</translation>
<translation id="163200210584085447">รูปแบบในรายการนี้จะได้รับการจับคู่กับต้นทาง
การรักษาความปลอดภัยของ URL ที่ขอ หากพบว่าตรงกัน ระบบจะอนุญาตให้
เข้าถึงอุปกรณ์จับภาพวิดีโอในหน้าการเข้าสู่ระบบ SAML หากไม่พบว่าตรงกัน
ระบบจะปฏิเสธการเข้าถึงโดยอัตโนมัติ และไม่อนุญาตให้ใช้รูปแบบสัญลักษณ์แทน</translation>
<translation id="1634770710106162474">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" จะระงับการแสดงคำเตือนที่ปรากฏขึ้นเมื่อ <ph name="PRODUCT_NAME" /> กำลังทำงานในคอมพิวเตอร์หรือระบบปฏิบัติการที่ไม่รองรับ
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้คำเตือนปรากฏขึ้นในระบบที่ไม่รองรับ</translation>
<translation id="1634989431648355062">อนุญาตปลั๊กอิน <ph name="FLASH_PLUGIN_NAME" /> ในเว็บไซต์เหล่านี้</translation>
<translation id="1645793986494086629">สคีมา</translation>
<translation id="1647558381546345298">การตั้งค่านโยบายจะกำหนดค่าขนาดของแคชที่ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ใช้ในการจัดเก็บไฟล์สื่อที่แคชไว้ในดิสก์ ไม่ว่าผู้ใช้จะระบุการตั้งค่าสถานะ --media-cache-size หรือไม่ก็ตาม ค่าที่ระบุในนโยบายนี้ไม่ใช่ขอบเขตตายตัว แต่เป็นค่าที่แนะนำสำหรับระบบการแคช ระบบจะปัดเศษค่าที่ต่ำกว่า 2-3 เมกะไบต์
การตั้งค่าของนโยบายให้เป็น 0 จะทำให้ระบบใช้ขนาดแคชเริ่มต้นและผู้ใช้จะเปลี่ยนแปลงค่านี้ไม่ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายจะทำให้ระบบใช้ขนาดแคชเริ่มต้นและผู้ใช้จะเปลี่ยนแปลงค่านี้ได้ด้วยการตั้งค่าสถานะ --media-cache-size</translation>
<translation id="1648816843164517573">รายชื่อที่จะข้ามการตรวจสอบตามนโยบาย HSTS</translation>
<translation id="1654087023995670109">บังคับใช้โหมดผู้เยี่ยมชมในเบราว์เซอร์</translation>
<translation id="1655229863189977773">ตั้งค่าขนาดแคชของดิสก์เป็นไบต์</translation>
<translation id="166427968280387991">พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์</translation>
<translation id="1669584285557771729">หากตั้งค่านโยบายนี้ นโยบายจะควบคุมประเภทของแว่นขยายหน้าจอที่เปิดใช้
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เต็มหน้าจอ" แว่นขยายหน้าจอจะเปิดใช้เสมอในโหมดแว่นขยายแบบเต็มหน้าจอในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "บางส่วน" แว่นขยายหน้าจอจะเปิดใช้เสมอในโหมดแว่นขยายหน้าจอบางส่วนในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "ไม่มี" แว่นขยายหน้าจอจะปิดใช้เสมอในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ
หากตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนหรือลบล้างไม่ได้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะปิดใช้ฟีเจอร์เขียนตามคำบอกในหน้าจอการเข้าสู่ระบบในขั้นต้น แต่ผู้ใช้จะเปิดใช้ได้ทุกเมื่อ</translation>
<translation id="1675002386741412210">ได้รับการสนับสนุนบน:</translation>
<translation id="167514072300004091">การตั้งค่านโยบายเป็น 3 จะให้เว็บไซต์ขอสิทธิ์เข้าถึงอุปกรณ์ USB ที่เชื่อมต่อได้ การตั้งค่านโยบายเป็น 2 จะปฏิเสธสิทธิ์เข้าถึงอุปกรณ์ USB ที่เชื่อมต่อ
การไม่ตั้งค่าจะให้เว็บไซต์ขอสิทธิ์เข้าถึงได้ แต่ผู้ใช้เปลี่ยนการตั้งค่านี้ได้</translation>
<translation id="1682063842123336408">ต้องมีพื้นที่ว่างในดิสก์ (หน่วยเป็น GB) เพื่อติดตั้ง <ph name="PLUGIN_VM_NAME" />
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ การติดตั้ง <ph name="PLUGIN_VM_NAME" /> จะไม่สำเร็จหากอุปกรณ์มีพื้นที่ว่างในดิสก์น้อยกว่า 20 GB (ค่าเริ่มต้น)
หากตั้งค่านโยบายนี้ การติดตั้ง <ph name="PLUGIN_VM_NAME" /> จะไม่สำเร็จหากอุปกรณ์มีพื้นที่ว่างในดิสก์น้อยกว่าที่นโยบายกำหนดไว้</translation>
<translation id="1700811900332333712">อนุญาตให้อุปกรณ์ขอทำ Powerwash</translation>
<translation id="1708496595873025510">ตั้งค่าข้อจำกัดการเรียกเมล็ดรูปแบบ</translation>
<translation id="171511968762040550">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะให้ผู้ใช้เพิ่ม แก้ไข หรือนำบุ๊กมาร์กออกได้
การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หมายความว่าผู้ใช้จะเพิ่ม แก้ไข หรือนำบุ๊กมาร์กออกไม่ได้ แต่ยังใช้บุ๊กมาร์กที่มีได้</translation>
<translation id="1715151459541210849">เปิดใช้ฟีเจอร์การช่วยเหลือพิเศษสำหรับการเขียนตามคำบอก</translation>
<translation id="172374442286684480">อนุญาตให้ทุกไซต์ตั้งค่าข้อมูลภายในเครื่อง</translation>
<translation id="1727914891824633693">อนุญาตให้ใช้งาน Lacros</translation>
<translation id="1736269219679256369">อนุญาตให้ดำเนินการจากหน้าคำเตือน SSL</translation>
<translation id="1750315445671978749">บล็อกการดาวน์โหลดทั้งหมด</translation>
<translation id="1760951637494635692">อนุญาต Serial API ในเว็บไซต์เหล่านี้</translation>
<translation id="1765512315997108908">ควบคุมว่าผู้ใช้จะใช้งานเครื่องพิมพ์จาก <ph name="DEVICE_PRINTERS_POLICY_NAME" /> เครื่องใดได้บ้าง
กำหนดนโยบายการเข้าถึงที่ใช้สำหรับการกำหนดค่าเครื่องพิมพ์จำนวนมาก หากเลือก <ph name="PRINTERS_ALLOW_ALL" /> ระบบจะแสดงเครื่องพิมพ์ทั้งหมด หากเลือก <ph name="PRINTERS_BLACKLIST" /> ระบบจะใช้ <ph name="DEVICE_PRINTERS_BLOCKLIST_POLICY_NAME" /> เพื่อจำกัดการเข้าถึงเครื่องพิมพ์ที่ระบุไว้ในนั้น หากเลือก <ph name="PRINTERS_WHITELIST" /> ระบบจะใช้ <ph name="DEVICE_PRINTERS_ALLOWLIST_POLCY_NAME" /> ซึ่งระบุเฉพาะเครื่องพิมพ์ที่เลือกใช้งานได้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ไว้ ระบบจะถือว่าเลือก <ph name="PRINTERS_ALLOW_ALL" />
นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้ว โปรดใช้ <ph name="DEVICE_PRINTERS_ACCESS_MODE_POLICY_NAME" /> แทน
</translation>
<translation id="1767673020408652620">เปิดใช้แอปแนะนำในสถานะค่าเป็นศูนย์ของช่องค้นหา</translation>
<translation id="1780323582106687813">นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้ว โปรดใช้นโยบาย "<ph name="EXTENSION_INSTALL_ALLOWLIST_POLICY_NAME" />" แทน
การตั้งค่านโยบายนี้จะระบุส่วนขยายที่ได้รับการยกเว้นจากรายการส่วนขยายที่ห้ามไว้ ใช้ค่า <ph name="ALL_EXTENSIONS" /> กับ <ph name="EXTENSION_INSTALL_BLACKLIST_POLICY_NAME" /> เพื่อห้ามส่วนขยายทั้งหมด และผู้ใช้จะติดตั้งได้เฉพาะส่วนขยายที่อนุญาตไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น ส่วนขยายทั้งหมดได้รับอนุญาตโดยค่าเริ่มต้น แต่ถ้าคุณห้ามส่วนขยายด้วยนโยบาย ให้ใช้รายการส่วนขยายที่อนุญาตเพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายนั้น</translation>
<translation id="1781356041596378058">นโยบายนี้ยังควบคุมการเข้าถึงตัวเลือกสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของ Android เช่นกัน หากคุณตั้งค่านโยบายนี้เป็น True ผู้ใช้จะไม่สามารถเข้าถึงตัวเลือกสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ หากตั้งเป็น False หรือไม่ได้ตั้งค่า ผู้ใช้จะสามารถเข้าถึงตัวเลือกสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยการแตะหมายเลขบิลด์ 7 ครั้งในแอปการตั้งค่าของ Android</translation>
<translation id="1787790976045065845">นโยบายนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อตั้งค่านโยบาย <ph name="SECURITY_TOKEN_SESSION_BEHAVIOR_POLICY_NAME" /> เป็น <ph name="SECURITY_TOKEN_SESSION_BEHAVIOR_LOCK" /> หรือ <ph name="SECURITY_TOKEN_SESSION_BEHAVIOR_LOGOUT" /> และผู้ใช้ที่ตรวจสอบสิทธิ์ผ่านสมาร์ทการ์ดนำสมาร์ทการ์ดดังกล่าวออก จากนั้นนโยบายนี้จะระบุระยะเวลาเป็นวินาทีที่ระบบจะแสดงการแจ้งเตือนซึ่งแจ้งให้ผู้ใช้ทราบถึงการดำเนินการที่กำลังจะเกิดขึ้น การแจ้งเตือนนี้จะบล็อกหน้าจอ การดำเนินการจะเกิดขึ้นหลังจากที่การแจ้งเตือนนี้หมดอายุเท่านั้น ผู้ใช้ป้องกันไม่ให้เกิดการดำเนินการได้ด้วยการเสียบสมาร์ทการ์ดกลับเข้าไปก่อนที่การแจ้งเตือนจะหมดอายุ หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น 0 จะไม่มีการแสดงการแจ้งเตือนและการดำเนินการจะเกิดขึ้นทันที</translation>
<translation id="1793346220873697538">ปิดใช้การพิมพ์ด้วย PIN โดยค่าเริ่มต้น</translation>
<translation id="179694024208061102">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หมายความว่า <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะพยายามเปิด URL บางรายการในเบราว์เซอร์สำรอง เช่น <ph name="IE_PRODUCT_NAME" /> ฟีเจอร์นี้กำหนดค่าโดยใช้นโยบายในกลุ่ม <ph name="LEGACY_BROWSER_SUPPORT_POLICY_GROUP" />
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าหมายความว่า <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะไม่พยายามเปิด URL ที่กำหนดในเบราว์เซอร์สำรอง</translation>
<translation id="1797233582739332495">แสดงข้อความแจ้งที่ปรากฏขึ้นซ้ำๆ แก่ผู้ใช้เพื่อแจ้งว่าต้องเปิดเบราว์เซอร์ขึ้นมาใหม่</translation>
<translation id="1798559516913615713">อายุการใช้งานแคช GPO</translation>
<translation id="1803646570632580723">รายชื่อของแอปพลิเคชันที่ตรึงจะแสดงในตัวเรียกใช้งาน</translation>
<translation id="1808715480127969042">ปิดกั้นคุกกี้บนไซต์เหล่านี้</translation>
<translation id="1810261428246410396">อนุญาตให้ใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านมือถือแบบด่วน</translation>
<translation id="1819272352048746487">เปิดหรือปิดใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ในแป้นพิมพ์บนหน้าจอ</translation>
<translation id="1823974945066396306">กำหนดรายชื่อผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ระบบอุปกรณ์ โดยใช้รูปแบบ <ph name="USER_ALLOWLIST_ENTRY_FORMAT" /> เช่น <ph name="USER_ALLOWLIST_ENTRY_EXAMPLE" /> หากต้องการอนุญาตผู้ใช้ใดก็ได้ในโดเมน ให้ใช้รูปแบบ <ph name="USER_ALLOWLIST_ENTRY_WILDCARD" />
หากไม่กำหนดค่านโยบายนี้ ก็จะไม่มีการจำกัดผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตให้ลงชื่อเข้าใช้ โปรดทราบว่าการสร้างผู้ใช้ใหม่ยังคงต้องมีการกำหนดค่าของนโยบาย <ph name="DEVICE_ALLOW_NEW_USERS_POLICY_NAME" /> อย่างเหมาะสม
นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้ว โปรดใช้ <ph name="DEVICE_USER_ALLOWLIST_POLICY_NAME" /> แทน
</translation>
<translation id="1827523283178827583">ใช้พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์แบบคงที่</translation>
<translation id="1839278886947586809">
นโยบายนี้ถูกนำออกตั้งแต่รุ่น M80 เพราะไม่จำเป็นอีกต่อไป เนื่องจากตอนนี้ฟีเจอร์ WebDriver ใช้ได้กับทุกนโยบายที่มีอยู่แล้ว
นโยบายนี้ช่วยให้ผู้ใช้ฟีเจอร์ WebDriver ลบล้างนโยบายที่อาจรบกวนการทำงานได้
ปัจจุบันนโยบายนี้ปิดใช้นโยบาย SitePerProcess และ IsolateOrigins policies
หากเปิดใช้นโยบาย ระบบจะอนุญาตให้ WebDriver ลบล้างนโยบายที่ใช้งานร่วมกันไม่ได้
หากปิดใช้หรือไม่กำหนดค่านโยบาย ระบบจะไม่อนุญาตให้ WebDriver ลบล้างนโยบายที่ใช้งานร่วมกันไม่ได้</translation>
<translation id="1843117931376765605">อัตราการรีเฟรชสำหรับนโยบายผู้ใช้</translation>
<translation id="1844620919405873871">กำหนดค่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปลดล็อกด่วน</translation>
<translation id="1845405905602899692">การตั้งค่าคีออสก์</translation>
<translation id="1845429996559814839">จำกัดโหมดการพิมพ์ด้วย PIN</translation>
<translation id="1847960418907100918">ระบุพารามิเตอร์ที่ใช้เมื่อทำการค้นหาทันใจด้วย POST. ซึ่งประกอบด้วยคู่ชื่อ/ค่าที่คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค หากค่าเป็นพารามิเตอร์เทมเพลต เช่น {searchTerms} ในตัวอย่างข้างต้น ค่าก็จะถูกแทนที่ด้วยข้อมูลข้อความค้นหาที่แท้จริง
นโยบายนี้สามารถเลือกได้ หากไม่ได้ถูกกำหนด คำขอค้นหาทันใจจะถูกส่งโดยใช้วิธีการ GET
นโยบายนี้เป็นที่ยอมรับเฉพาะในกรณีที่นโยบาย 'DefaultSearchProviderEnabled' ถูกเปิดใช้งาน</translation>
<translation id="1852294065645015766">อนุญาตการเล่นสื่ออัตโนมัติ</translation>
<translation id="1859859319036806634">คำเตือน: TLS เวอร์ชันสำรองจะถูกนำออกจาก <ph name="PRODUCT_NAME" /> หลังจากเวอร์ชัน 52 (ประมาณเดือนกันยายน 2016) และนโยบายนี้จะหยุดทำงานหลังจากนั้น
เมื่อแฮนด์เชคของ TLS ล้มเหลว ก่อนหน้านี้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะเชื่อมต่อใหม่กับ TLS เวอร์ชันต่ำลงมาเพื่อแก้ไขปัญหาชั่วคราวในเซิร์ฟเวอร์ HTTPS การตั้งค่านี้จะกำหนดค่าเวอร์ชันที่ขั้นตอนสำรองจะหยุดทำงาน หากเซิร์ฟเวอร์ต่อรองเวอร์ชันอย่างถูกต้อง (กล่าวคือ โดยไม่ทำให้การเชื่อมต่อถูกตัด) ระบบจะไม่นำการตั้งค่านี้ไปใช้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อที่ได้มายังจะต้องสอดคล้องกับ SSLVersionMin
หากไม่มีการกำหนดค่านโยบายนี้หรือหากกำหนดเป็น "tls1.2" ผลก็คือ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะไม่ใช้ขั้นตอนสำรองอีกต่อไป โปรดทราบว่าการดำเนินการนี้ไม่ได้ปิดการสนับสนุน TLS เวอร์ชันเก่ากว่า เพียงแต่ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะแก้ปัญหาเซิร์ฟเวอร์ที่มีข้อบกพร่องชั่วคราวซึ่งต่อรองเวอร์ชันอย่างถูกต้องไม่ได้หรือไม่เท่านั้น
หรือคุณอาจตั้งค่านโยบายเป็น "tls1.1" หากต้องรักษาความเข้ากันได้กับเซิร์ฟเวอร์ที่มีข้อบกพร่อง ซึ่งการดำเนินการนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวและควรมีการแก้ไขเซิร์ฟเวอร์อย่างรวดเร็ว</translation>
<translation id="1861206724856734193">ตั้งค่ารายการกฎการป้องกันข้อมูลรั่วไหล</translation>
<translation id="1865417998205858223">สิทธิ์ของคีย์</translation>
<translation id="186719019195685253">การกระทำที่จะดำเนินการเมื่อไม่มีการใช้งานจนถึงการหน่วงเวลาที่กำหนด ขณะที่ใช้พลังงานจากไฟฟ้า AC</translation>
<translation id="1885782360784839335">เปิดใช้การแสดงเนื้อหาโปรโมตแบบเต็มแท็บ</translation>
<translation id="1888871729456797026">โทเค็นการลงทะเบียนของนโยบายระบบคลาวด์ในเดสก์ท็อป</translation>
<translation id="1894790493260633497">เปิดใช้โหมดการพิมพ์กราฟิกพื้นหลังโดยค่าเริ่มต้น</translation>
<translation id="1897365952389968758">อนุญาตให้ไซต์ทั้งหมดเรียกใช้ JavaScript</translation>
<translation id="1902043648529789224">ควบคุมตำแหน่งชั้นวาง</translation>
<translation id="1904323733389537794">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" หมายความว่าจะมีการตรวจสอบ <ph name="OCSP_CRL_LABEL" />
การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่าหมายความว่า <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะไม่ตรวจสอบการเพิกถอนทางออนไลน์ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> 19 ขึ้นไป
หมายเหตุ: การตรวจสอบ <ph name="OCSP_CRL_LABEL" /> ไม่มีประโยชน์ในด้านการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิผล</translation>
<translation id="1910704279188129272">อนุญาตให้กำหนดข้อจำกัดการใช้งานต่อแอป
ข้อจำกัดการใช้งานนำไปใช้กับแอปที่ติดตั้งไว้ใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> สำหรับผู้ใช้นั้นๆ ได้
ข้อจำกัดควรส่งผ่านในรายการ |app_limits| มีข้อจำกัดได้ 1 รายการต่อแอปเท่านั้น แอปที่ไม่ได้อยู่ในรายการจะไม่มีข้อจำกัด
คุณบล็อกแอปที่จำเป็นต่อระบบปฏิบัติการไม่ได้ ระบบจะถือว่าข้อจำกัดสำหรับแอปดังกล่าวไม่มีผล
แอปมี |app_id| เป็นตัวระบุที่ไม่ซ้ำกัน เนื่องจากแอปต่างประเภทกันใช้รูปแบบรหัสที่ต่างกันได้ จึงต้องมีการระบุ |app_type| ไว้ข้าง |app_id|
ปัจจุบันการจำกัดเวลาต่อแอปรองรับเฉพาะแอป |ARC| ชื่อแพ็กเกจ Android จะใช้เป็น |app_id|
เราจะรองรับแอปพลิเคชันประเภทอื่นๆ ในอนาคต ตอนนี้คุณระบุประเภทเหล่านั้นในนโยบายได้ แต่ข้อจำกัดจะไม่มีผล
ข้อจำกัดที่ใช้ได้มี 2 ประเภทคือ |BLOCK| และ |TIME_LIMIT|
|BLOCK| ทำให้ผู้ใช้ใช้แอปไม่ได้ หากระบุ |daily_limit_mins| พร้อมกับข้อจำกัด |BLOCK| ระบบจะถือว่า |daily_limit_mins| ไม่มีผล
|TIME_LIMITS| ใช้ขีดจำกัดการใช้งานต่อวันและทำให้แอปใช้งานไม่ได้เมื่อถึงขีดจำกัดในวันนั้นๆ ขีดจำกัดการใช้งานระบุได้ใน |daily_limit_mins| และจะรีเซ็ตทุกวันตามเวลา UTC ที่ผ่านไปใน |reset_at|
นโยบายนี้ใช้กับผู้ใช้ที่เป็นเด็กเท่านั้น
นโยบายนี้เป็นส่วนเสริมของ "UsageTimeLimit" ข้อจำกัดที่ระบุไว้ใน "UsageTimeLimit" เช่น เวลาอยู่หน้าจอและเวลาเข้านอน จะมีผลไม่ว่าขีดจำกัดเวลาที่ระบุไว้ใน "PerAppTimeLimits" เป็นระยะเวลาเท่าใดก็ตาม</translation>
<translation id="1919802376548418720">ใช้นโยบาย KDC เพื่อมอบอำนาจข้อมูลเข้าสู่ระบบ</translation>
<translation id="1920046221095339924">อนุญาตเซสชันที่จัดการในอุปกรณ์</translation>
<translation id="1920772397574801429">การตั้งค่านโยบายจะระบุประเภทของบัญชีที่มาจากแอปการตรวจสอบสิทธิ์ของ Android ที่รองรับการตรวจสอบสิทธิ์ <ph name="HTTP_NEGOTIATE" /> (เช่น การตรวจสอบสิทธิ์ Kerberos) ข้อมูลนี้ควรได้รับจากซัพพลายเออร์ของแอปการตรวจสอบสิทธิ์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ The Chromium Projects ( https://goo.gl/hajyfN )
การไม่ตั้งค่านโยบายจะปิดการตรวจสอบสิทธิ์ <ph name="HTTP_NEGOTIATE" /> ใน Android</translation>
<translation id="1930127294345368978">จำนวนแผ่นงานสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้สำหรับงานพิมพ์ 1 งาน</translation>
<translation id="193259052151668190">รายการที่อนุญาตพิเศษของอุปกรณ์ USB ที่ถอดได้</translation>
<translation id="1933378685401357864">รูปภาพวอลเปเปอร์</translation>
<translation id="1945994447126139909">นโยบายระดับองค์กรนี้มีไว้สำหรับการใช้งานในระยะสั้น และเราจะนำนโยบายนี้ออกใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> เวอร์ชัน 88
นโยบาย URL ที่มาตามค่าเริ่มต้นของ Chrome เข้มงวดขึ้น จากค่า "ไม่มี URL ที่มาเมื่อดาวน์เกรด" ในปัจจุบันเป็นค่า "ต้นทางที่เข้มงวดเมื่อข้ามต้นทาง" ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นผ่านการทยอยเปิดตัวที่มีเป้าหมายเป็นรุ่น Chrome 85 เวอร์ชันเสถียร
ทั้งนี้ นโยบายระดับองค์กรนี้จะไม่มีผลก่อนการเปิดตัวดังกล่าว หลังจากการเปิดตัว เมื่อเปิดใช้นโยบายระดับองค์กรนี้ นโยบาย URL ที่มาตามค่าเริ่มต้นของ Chrome จะตั้งค่าเป็น "ไม่มี URL ที่มาเมื่อดาวน์เกรด" ซึ่งเป็นค่าของรุ่นก่อนหน้า
นโยบายระดับองค์กรนี้จะปิดใช้โดยค่าเริ่มต้น</translation>
<translation id="1962273523772270623">อนุญาตให้รวบรวมบันทึกเหตุการณ์ WebRTC จากบริการของ Google</translation>
<translation id="1964634611280150550">ปิดใช้งานโหมดไม่ระบุตัวตน</translation>
<translation id="1964802606569741174">นโยบายนี้ไม่มีผลสำหรับแอป YouTube ของ Android หากมีการใช้โหมดปลอดภัยใน YouTube ควรยกเลิกการอนุญาตการติดตั้งแอป YouTube ใน Android</translation>
<translation id="1969212217917526199">ลบล้างนโยบายในเวอร์ชันการแก้ปัญหาของโฮสต์การเข้าถึงระยะไกล
ค่านี้จะได้รับการแยกวิเคราะห์เป็นพจนานุกรม JSON ของชื่อนโยบายไปยังการจับคู่ค่านโยบาย</translation>
<translation id="1969808853498848952">เรียกใช้ปลั๊กอินที่ต้องมีการให้สิทธิ์เสมอ (เลิกใช้งานแล้ว)</translation>
<translation id="1988345404999458987">ระบุการกำหนดค่าเซิร์ฟเวอร์การพิมพ์ที่พร้อมใช้งาน
นโยบายนี้ช่วยให้คุณระบุการกำหนดค่าเซิร์ฟเวอร์การพิมพ์ภายนอกสำหรับอุปกรณ์ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> เป็นไฟล์ JSON ได้
โดยที่ไฟล์ดังกล่าวต้องมีขนาดไม่เกิน 1 MB และต้องมีอาร์เรย์ของระเบียน (ออบเจ็กต์ JSON) ระเบียนแต่ละรายการต้องมีช่อง "id", "url" และ "display_name" ที่มีสตริงเป็นค่า ค่าของช่อง "id" ต้องไม่ซ้ำกัน
ระบบจะดาวน์โหลดและเก็บแคชของไฟล์ไว้ และจะใช้แฮชแบบเข้ารหัสเพื่อยืนยันความสมบูรณ์ของการดาวน์โหลด โดยจะมีการดาวน์โหลดไฟล์อีกครั้งเมื่อ URL หรือแฮชมีการเปลี่ยนแปลง
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็นค่าที่ถูกต้อง อุปกรณ์จะพยายามค้นหาเครื่องพิมพ์ที่พร้อมใช้งานจากเซิร์ฟเวอร์การพิมพ์ที่ระบุโดยใช้โปรโตคอล IPP
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้หรือตั้งเป็นค่าที่ไม่ถูกต้อง ผู้ใช้จะไม่เห็นเครื่องพิมพ์ของเซิร์ฟเวอร์ที่จัดเตรียมไว้ทุกเครื่อง
ขณะนี้มีการจำกัดจำนวนเซิร์ฟเวอร์การพิมพ์ไว้ที่ 16 เซิร์ฟเวอร์ ระบบจะค้นหาเครื่องพิมพ์จากเซิร์ฟเวอร์การพิมพ์ 16 เซิร์ฟเวอร์แรกในรายการเท่านั้น
นโยบายนี้คล้ายกับ <ph name="EXTERNAL_PRINT_SERVERS_POLICY" /> ยกเว้นเพียงแต่ว่านโยบายนี้ใช้กับอุปกรณ์
</translation>
<translation id="1988371335297483117">การอัปเดตรายได้อัตโนมัติบน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> สามารถดาวน์โหลดผ่าน HTTP แทน HTTPS ได้ ซึ่งจะทำให้การแคชการดาวน์โหลดของ HTTP เป็นแบบโปร่งใส
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" จะทำให้ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> พยายามดาวน์โหลดการอัปเดตรายได้อัตโนมัติผ่าน HTTP หากตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ตั้งเลย จะมีการใช้ HTTPS สำหรับการดาวน์โหลดการอัปเดตรายได้อัตโนมัติ</translation>
<translation id="199011295049694531">รายงานข้อมูลเขตเวลาของอุปกรณ์
หากตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่า จะไม่มีการรายงานข้อมูล
หากตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" จะมีการรายงานข้อมูลเขตเวลาของอุปกรณ์ที่ตั้งไว้ในปัจจุบัน</translation>
<translation id="199764499252435679">เปิดใช้การอัปเดตคอมโพเนนต์ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /></translation>
<translation id="1999000620918508488">บังคับให้หน้าจอลงชื่อเข้าใช้แสดงหรือซ่อนข้อมูลของระบบ</translation>
<translation id="2006530844219044261">การจัดการพลังงาน</translation>
<translation id="2014757022750736514">ควบคุมลักษณะการทำงานของหน้าจอลงชื่อเข้าใช้ที่ผู้ใช้ลงชื่อเข้าสู่ระบบบัญชี การตั้งค่ารวมไปถึงผู้ที่ลงชื่อเข้าสู่ระบบได้ ประเภทบัญชีที่อนุญาต วิธีการตรวจสอบสิทธิ์ที่ควรใช้ ตลอดจนการช่วยเหลือพิเศษทั่วไป วิธีการป้อนข้อมูล และการตั้งค่าภาษา</translation>
<translation id="201557587962247231">ความถี่ในการอัปโหลดรายงานสถานะของอุปกรณ์</translation>
<translation id="2017301949684549118">URL ของเว็บแอปที่จะติดตั้งแบบเงียบ</translation>
<translation id="2017459564744167827">ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสคีมาและการจัดรูปแบบได้ที่ <ph name="REFERENCE_URL" /></translation>
<translation id="2018836497795982119">ระบุระยะเวลาเป็นมิลลิวินาทีที่ใช้ในการสอบถามข้อมูลนโยบายผู้ใช้จากบริการจัดการอุปกรณ์
การตั้งค่านโยบายนี้จะลบล้างค่าเริ่มต้นซึ่งอยู่ที่ 3 ชั่วโมง ค่าที่ใช้ได้สำหรับนโยบายนี้ต้องอยู่ในช่วงตั้งแต่ 1800000 (30 นาที) ถึง 86400000 (1 วัน) ค่าใดๆ ที่ไม่อยู่ในช่วงนี้จะถูกจำกัดตามขอบเขตที่เกี่ยวข้อง หากแพลตฟอร์มสนับสนุนการแจ้งเตือนตามนโยบาย การหน่วงเวลาการรีเฟรชจะตั้งค่าเป็น 24 ชั่วโมงเพราะคาดการณ์ว่าการแจ้งเตือนตามนโยบายจะบังคับให้รีเฟรชโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนนโยบาย
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะใช้ค่าเริ่มต้นที่ 3 ชั่วโมง
โปรดทราบว่าหากแพลตฟอร์มสนับสนุนการแจ้งเตือนนโยบาย ระบบจะตั้งค่าการหน่วงเวลาการรีเฟรชเป็น 24 ชั่วโมง (โดยไม่คำนึงถึงค่าเริ่มต้นทั้งหมดและค่าของนโยบายนี้) เพราะคาดการณ์ว่าการแจ้งเตือนนโยบายจะบังคับให้รีเฟรชโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนนโยบาย ซึ่งทำให้ระบบรีเฟรชบ่อยเกินไปโดยไม่จำเป็น</translation>
<translation id="2024476116966025075">กำหนดค่าชื่อโดเมนที่ต้องใช้สำหรับไคลเอ็นต์การเข้าถึงระยะไกล</translation>
<translation id="2024821084720338323">เมื่อเปิดใช้ ฟีเจอร์ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะทำให้ตัวจับเวลา JavaScript ในแท็บเบื้องหลังถูกควบคุมและรวมเป็นหนึ่งมากเกินไป ซึ่งทำให้ทำงานได้เพียงนาทีละ 1 ครั้งหลังจากที่หน้าอยู่ในเบื้องหลังเป็นเวลา 5 นาทีขึ้นไป
ฟีเจอร์นี้เป็นฟีเจอร์ที่เป็นไปตามมาตรฐานของเว็บ แต่อาจทำให้บางเว็บไซต์ทำงานได้ไม่ถูกต้องโดยทำให้การทำงานบางอย่างล่าช้าได้ถึง 1 นาที แต่เมื่อเปิดใช้ จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่และ CPU ได้อย่างมาก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/30b1XR4
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นเปิดใช้ ระบบจะบังคับให้เปิดใช้ฟีเจอร์นี้และผู้ใช้จะลบล้างการตั้งค่านี้ไม่ได้
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นปิดใช้ ระบบจะบังคับให้ปิดใช้ฟีเจอร์นี้และผู้ใช้จะลบล้างการตั้งค่านี้ไม่ได้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ฟีเจอร์จะถูกควบคุมโดยตรรกะภายในตัวฟีเจอร์เอง ซึ่งผู้ใช้จะกำหนดค่าด้วยตนเองได้
โปรดทราบว่านโยบายนี้มีผลตามการประมวลผลของโหมดแสดงภาพ โดยจะบังคับใช้ค่าล่าสุดในการตั้งค่านโยบายเมื่อเริ่มการประมวลผลของโหมดแสดงภาพ คุณต้องรีสตาร์ทโดยสมบูรณ์เพื่อให้แน่ใจว่าทุกแท็บที่โหลดไว้จะได้รับการตั้งค่านโยบายที่สอดคล้องกัน การประมวลผลต่างๆ ทำงานโดยใช้ค่าที่ต่างกันของนโยบายนี้ได้โดยไม่มีปัญหา
</translation>
<translation id="2030905906517501646">คีย์เวิร์ดของผู้ให้บริการการค้นหาเริ่มต้น</translation>
<translation id="203096360153626918">นโยบายนี้ไม่มีผลสำหรับแอป Android โดยแอปยังสามารถเข้าสู่โหมดเต็มหน้าจอได้แม้ตั้งค่านโยบายนี้เป็น <ph name="FALSE" /> ก็ตาม</translation>
<translation id="2036522553891755455">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" จะทำให้การสำรวจพื้นที่แชร์ (ฟีเจอร์พื้นที่แชร์ไฟล์ของเครือข่ายสำหรับ <ph name="PRODUCT_NAME" />) ใช้ <ph name="NETBIOS_PROTOCOL" /> เพื่อสำรวจพื้นที่แชร์ในเครือข่าย การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะทำให้การสำรวจพื้นที่แชร์ไม่ใช้โปรโตคอลนี้ในการสำรวจพื้นที่แชร์
การไม่ตั้งค่านโยบายจะทำให้ลักษณะการทำงานตามค่าเริ่มต้นเป็น "ปิด" สำหรับผู้ใช้ที่มีการจัดการและเป็น "เปิด" สำหรับผู้ใช้อื่นๆ</translation>
<translation id="2037214548071298156">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้อุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้รายงานสถิติด้านฮาร์ดแวร์ เช่น การใช้งาน CPU/RAM
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะทำให้อุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้ไม่รายงานสถิติด้านฮาร์ดแวร์</translation>
<translation id="2040479044912658454">โหมดการแรสเตอร์งานพิมพ์</translation>
<translation id="2043749682619281558">เปิดใช้ฟีเจอร์การไฮไลต์เคอร์เซอร์ในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ</translation>
<translation id="2043770014371753404">เครื่องพิมพ์ขององค์กรที่มีการปิดใช้</translation>
<translation id="2050629715135525072">ควบคุมความสามารถในการโอนไฟล์ระหว่างไคลเอ็นต์และโฮสต์ของผู้ใช้ที่เชื่อมต่อกับโฮสต์สำหรับการเข้าถึงระยะไกล นโยบายนี้ไม่มีผลกับการเชื่อมต่อความช่วยเหลือระยะไกล ซึ่งไม่รองรับการโอนไฟล์
หากปิดใช้การตั้งค่านี้ ระบบจะไม่อนุญาตให้โอนไฟล์ หากเปิดใช้การตั้งค่านี้หรือไม่ได้ตั้งค่า ระบบจะอนุญาตให้โอนไฟล์ได้</translation>
<translation id="2057317273526988987">อนุญาตให้เข้าถึงรายการ URL</translation>
<translation id="2061810934846663491">กำหนดค่าชื่อโดเมนที่จำเป็นสำหรับโฮสต์การเข้าถึงระยะไกล</translation>
<translation id="2069350366303315077">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หมายความว่า <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะบังคับใช้เซสชันผู้เยี่ยมชมและป้องกันการลงชื่อเข้าใช้โปรไฟล์ การลงชื่อเข้าใช้ของผู้เยี่ยมชมเป็นโปรไฟล์ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ซึ่งมีหน้าต่างอยู่ในโหมดไม่ระบุตัวตน
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้", ไม่ตั้งค่านโยบาย หรือปิดใช้โหมดผู้เยี่ยมชมของเบราว์เซอร์ (ผ่าน <ph name="BROWSER_GUEST_MODE_ENABLED_POLICY_NAME" />) จะทำให้ใช้โปรไฟล์ใหม่และโปรไฟล์ที่มีอยู่ได้</translation>
<translation id="2073552873076775140">อนุญาตให้ลงชื่อเข้าใช้ <ph name="PRODUCT_NAME" /></translation>
<translation id="2075732129949889165">Crostini Ansible Playbook</translation>
<translation id="2077129598763517140">ใช้การเร่งฮาร์ดแวร์เมื่อสามารถใช้ได้</translation>
<translation id="2077273864382355561">ระยะหน่วงเวลาการปิดหน้าจอเมื่อทำงานโดยใช้พลังงานแบตเตอรี่</translation>
<translation id="2082205219176343977">กำหนดค่าเวอร์ชัน Chrome ขั้นต่ำที่อุปกรณ์จะใช้ได้</translation>
<translation id="209586405398070749">เวอร์ชันเสถียร</translation>
<translation id="2098658257603918882">เปิดใช้งานการรายงานการใช้และข้อมูลเกี่ยวกับการขัดข้อง</translation>
<translation id="2104418465060359056">รายงานข้อมูลเกี่ยวกับส่วนขยายและปลั๊กอิน</translation>
<translation id="2106627642643925514">ลบล้างโหมดการพิมพ์ด้วย PIN ที่เป็นค่าเริ่มต้น หากโหมดนี้ไม่พร้อมใช้งาน ระบบจะไม่สนใจนโยบายนี้</translation>
<translation id="2107563874993284076">การตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เปิดใช้" ช่วยให้ผู้ใช้ใช้พื้นที่แชร์ไฟล์ของเครือข่ายสำหรับ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ได้ การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะทำให้ผู้ใช้ใช้ฟีเจอร์นี้ไม่ได้</translation>
<translation id="2107601598727098402">
นโยบายนี้เลิกใช้งานแล้วใน M72 โปรดใช้ CloudManagementEnrollmentToken แทน
</translation>
<translation id="2113068765175018713">จำกัดเวลาใช้งานของอุปกรณ์โดยการรีบูตอัตโนมัติ</translation>
<translation id="2124881675920287921">นโยบายนี้เลิกใช้งานแล้วใน M82 และได้นำออกจาก M85 โปรดใช้ <ph name="SAFE_BROWSING_EXTENDED_REPORTING_ENABLED_POLICY_NAME" /> แทน การปิดใช้ <ph name="SAFE_BROWSING_EXTENDED_REPORTING_OPT_IN_ALLOWED_POLICY_NAME" /> เทียบเท่ากับการปิดใช้ <ph name="SAFE_BROWSING_EXTENDED_REPORTING_ENABLED_POLICY_NAME" /> การเปิดใช้ <ph name="SAFE_BROWSING_EXTENDED_REPORTING_OPT_IN_ALLOWED_POLICY_NAME" /> หรือไม่ได้ตั้งค่าจะเทียบเท่ากับการไม่ได้ตั้งค่า <ph name="SAFE_BROWSING_EXTENDED_REPORTING_ENABLED_POLICY_NAME" />
การตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" จะทำให้ผู้ใช้เลือกส่งข้อมูลระบบและเนื้อหาของหน้าเว็บบางอย่างไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Google ไม่ได้ หากตั้งค่าเป็น "จริง" หรือไม่ได้กำหนดค่า ผู้ใช้จะส่งข้อมูลระบบและเนื้อหาของหน้าเว็บบางอย่างไปยัง Google Safe Browsing เพื่อช่วยตรวจหาแอปและเว็บไซต์ที่เป็นอันตรายได้
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Google Safe Browsing ได้ที่ https://developers.google.com/safe-browsing</translation>
<translation id="2127599828444728326">อนุญาตการแจ้งเตือนในไซต์เหล่านี้</translation>
<translation id="2131902621292742709">ระยะหน่วงเวลาการหรี่แสงหน้าจอเมื่อทำงานโดยใช้พลังงานแบตเตอรี่</translation>
<translation id="2132424782557550556">กำหนดค่านโยบายการรายงานในระบบคลาวด์
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบาย <ph name="CLOUD_REPORTING_ENABLED_POLICY_NAME" /> หรือตั้งค่าเป็นปิดใช้ นโยบายเหล่านี้จะไม่มีผล
นโยบายเหล่านี้จะมีผลเมื่อลงทะเบียนเครื่องกับ <ph name="CLOUD_MANAGEMENT_ENROLLMENT_TOKEN" /> สำหรับ <ph name="PRODUCT_NAME" /> เท่านั้น
และจะมีผลเสมอสำหรับ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /></translation>
<translation id="2134437727173969994">อนุญาตให้ล็อกหน้าจอ</translation>
<translation id="2135335181634291106">หาก <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_ENABLED_POLICY_NAME" /> เปิดอยู่ การตั้งค่า <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_ICON_URL_POLICY_NAME" /> จะระบุ URL ของไอคอนรายการโปรดของผู้ให้บริการค้นหาที่เป็นค่าเริ่มต้น
การไม่ตั้งค่า <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_ICON_URL_POLICY_NAME" /> จะทำให้ไม่มีไอคอนสำหรับผู้ให้บริการค้นหารายนั้น</translation>
<translation id="2145735238144543545">ต้องมีใบรับรองไคลเอ็นต์</translation>
<translation id="214901426630414675">จำกัดโหมดพิมพ์ 2 ด้าน</translation>
<translation id="2149330464730004005">เปิดใช้การพิมพ์สี</translation>
<translation id="2149957154942061013">ใช้ภายในเท่านั้น</translation>
<translation id="2151831603578119302">เปิดใช้แป้นพิมพ์ลัดของฟีเจอร์การช่วยเหลือพิเศษ</translation>
<translation id="2156132677421487971">กำหนดค่านโยบายต่างๆ สำหรับ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้ส่งเนื้อหาในแท็บ ไซต์ หรือเดสก์ท็อปจากเบราว์เซอร์ไปยังจอแสดงผลและระบบเสียงระยะไกลได้</translation>
<translation id="2156755242840687300">เซิร์ฟเวอร์การพิมพ์ภายนอกที่เปิดใช้</translation>
<translation id="2160336427036785721">กำหนดขนาดหน่วยความจำที่อินสแตนซ์หนึ่งๆ ของ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะใช้ได้ก่อนเริ่มทิ้งแท็บ (กล่าวคือ หน่วยความจำที่แท็บใช้จะถูกล้างและจะต้องโหลดแท็บซ้ำเมื่อมีการสลับไปยังแท็บนั้น) เพื่อประหยัดหน่วยความจำ
หากตั้งค่านโยบายนี้ เบราว์เซอร์จะเริ่มทิ้งแท็บเพื่อประหยัดหน่วยความจำเมื่อการใช้หน่วยความจำเกินขีดจำกัดแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่มีการรับประกันว่าเบราว์เซอร์จะทำงานตลอดเวลาแม้ว่าจะยังไม่เกินขีดจำกัดก็ตาม ทุกค่าที่ต่ำกว่า 1024 จะปัดเป็น 1024
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ เบราว์เซอร์จะเริ่มพยายามประหยัดหน่วยความจำก็ต่อเมื่อตรวจพบว่าหน่วยความจำจริงของเครื่องเหลือน้อย</translation>
<translation id="2164922809922345834">เปิดใช้การตรวจหาการบังหน้าต่างในเครื่องที่ <ph name="PRODUCT_NAME" />
หากคุณเปิดใช้การตั้งค่านี้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะตรวจพบเวลาที่หน้าต่างใดก็ตามถูกหน้าต่างอื่นบังอยู่และระงับการระบายสีพิกเซล ทั้งนี้เพื่อลดการใช้ CPU และพลังงาน
หากคุณปิดใช้การตั้งค่านี้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะไม่ตรวจหาว่ามีหน้าต่างใดถูกหน้าต่างอื่นบังอยู่หรือไม่
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะเปิดใช้การตรวจหาการบัง</translation>
<translation id="2166472654199325139">ไม่ต้องกรองเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่</translation>
<translation id="2168397434410358693">ระยะหน่วงเวลาของการไม่ใช้งานเมื่อทำงานโดยใช้ไฟ AC</translation>
<translation id="217013996107840632">พารามิเตอร์บรรทัดคำสั่งสำหรับการเปลี่ยนจากเบราว์เซอร์ทางเลือก</translation>
<translation id="2170233653554726857">เปิดการเพิ่มประสิทธิภาพ WPAD</translation>
<translation id="2178899310296064282">บังคับใช้โหมดที่จำกัดปานกลางใน YouTube เป็นอย่างน้อย</translation>
<translation id="2182291258410176649">ผู้ใช้ตัดสินใจว่าจะเปิดใช้การสำรองข้อมูลและการกู้คืนหรือไม่</translation>
<translation id="2183294522275408937">การตั้งค่าเป็นการกำหนดว่าหน้าจอล็อกจะขอให้ป้อนรหัสผ่านบ่อยเพียงใดเพื่อให้สามารถใช้การปลดล็อกด่วนต่อไปได้ ทุกครั้งที่มีการเข้าสู่หน้าจอล็อก หากการป้อนรหัสผ่านครั้งสุดท้ายเกินระยะเวลาที่ระบุไว้ในการตั้งค่านี้ คุณจะใช้การปลดล็อกด่วนเพื่อเข้าถึงหน้าจอล็อกไม่ได้ หากผู้ใช้อยู่ในหน้าจอล็อกเลยช่วงเวลานี้ ระบบจะขอให้ผู้ใช้ป้อนรหัสผ่านในครั้งถัดไปที่ผู้ใช้ป้อนรหัสผ่านผิด หรือเข้าสู่หน้าจอล็อกใหม่อีกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์ใดเกิดก่อน
หากกำหนดค่านี้แล้ว ระบบจะขอให้ผู้ใช้ที่ใช้การปลดล็อกด่วนป้อนรหัสผ่านในหน้าจอล็อก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าดังกล่าว
หากไม่ได้กำหนดค่านี้ไว้ ระบบจะขอให้ผู้ใช้ที่ใช้การปลดล็อกด่วนป้อนรหัสผ่านบนหน้าจอล็อกทุกวัน</translation>
<translation id="219297066914002620">สั่งให้ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> เปิดใช้หรือปิดใช้เครื่องมือคอนโซลสำหรับการจัดการเครื่องเสมือน
หากตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" หรือไม่ได้ตั้งค่า ผู้ใช้จะใช้ CLI การจัดการ VM ได้
หรือไม่เช่นนั้น CLI การจัดการ VM ทั้งหมดจะถูกปิดใช้และซ่อนไว้
</translation>
<translation id="2194470398825717446">นโยบายนี้เลิกใช้งานใน M61 แล้ว โปรดใช้ EcryptfsMigrationStrategy แทน
ระบุลักษณะการทำงานของอุปกรณ์ที่มาพร้อม eCryptfs และต้องเปลี่ยนไปใช้การเข้ารหัส Ext4
หากคุณตั้งนโยบายนี้เป็น "ไม่อนุญาต ARC" ระบบจะปิดใช้แอป Android ให้กับผู้ใช้ทั้งหมดในอุปกรณ์ (รวมทั้งผู้ใช้ที่มีการเข้ารหัส Ext4 อยู่แล้ว) และจะไม่เสนอการย้ายข้อมูลจาก eCryptfs ไปใช้การเข้ารหัส Ext4 แก่ผู้ใช้คนใดทั้งสิ้น
หากคุณตั้งนโยบายนี้เป็น "อนุญาตให้ย้ายข้อมูล" ระบบจะเสนอผู้ใช้ที่มีไดเรกทอรีหน้าแรกแบบ eCryptfs ให้ย้ายข้อมูลเหล่านี้ไปใช้การเข้ารหัส Ext4 ตามความจำเป็น (ปัจจุบันคือเมื่อสามารถใช้ Android N ในอุปกรณ์ได้)
นโยบายนี้ไม่ใช้กับแอปคีออสก์เพราะมีการย้ายข้อมูลแอปเหล่านี้โดยอัตโนมัติ หากไม่ตั้งนโยบายนี้ อุปกรณ์จะทำงานเหมือนว่าเลือก "ไม่อนุญาต ARC" ไว้</translation>
<translation id="2195032660890227692">เราได้นำนโยบายนี้ออกจาก <ph name="PRODUCT_NAME" /> 68 และใช้ <ph name="ARC_BR_POLICY_NAME" /> แทน</translation>
<translation id="2197625019569762163">การตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" จะแสดงแป้นพิมพ์ตัวเลขโดยค่าเริ่มต้นสำหรับใส่รหัสผ่านในหน้าจอลงชื่อเข้าใช้ ผู้ใช้ยังคงสลับไปเป็นแป้นพิมพ์ปกติได้
ถ้าคุณตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนไม่ได้ หากไม่ได้ตั้งค่า หรือตั้งค่าเป็น "เท็จ" ก็จะไม่มีผลอะไร</translation>
<translation id="2200698565850397198">กำหนดค่ารายการที่บล็อกสำหรับการรับส่งข้อความดั้งเดิม</translation>
<translation id="2201555246697292490">กำหนดค่ารายการที่อนุญาตพิเศษสำหรับการรับส่งข้อความดั้งเดิม</translation>
<translation id="2204753382813641270">ควบคุมการซ่อนชั้นวางอัตโนมัติ</translation>
<translation id="2208976000652006649">พารามิเตอร์สำหรับ URL ค้นหาที่ใช้ POST</translation>
<translation id="221019813387144689">การตั้งค่านโยบายจะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่แสดงการแจ้งเตือนไม่ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="DEFAULT_JAVA_SCRIPT_SETTING_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ <ph name="URL_LABEL" /> ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="2215238871726750562">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" ป้องกันไม่ให้หน้าต่างเบราว์เซอร์เปิดขึ้นมาเมื่อเริ่มเซสชัน
การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่าทำให้หน้าต่างเปิดขึ้นมา
โปรดทราบว่าหน้าต่างเบราว์เซอร์อาจไม่เปิดขึ้นมาเนื่องจากนโยบายหรือการติดธงบรรทัดคำสั่งอื่นๆ</translation>
<translation id="2215471798823435557">การกำหนดค่านโยบายนี้ช่วยให้คุณระบุรูปแบบต่างๆ ที่อนุญาตให้ใช้กับอุปกรณ์ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> ที่จัดการโดยองค์กรได้
รูปแบบต่างๆ เป็นวิธีที่ช่วยให้เสนอการแก้ไข <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> ได้โดยไม่ต้องส่งเวอร์ชันใหม่ด้วยการเลือกเปิดหรือปิดใช้ฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้ว ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://support.google.com/chrome/a?p=Manage_the_Chrome_variations_framework
การตั้งค่า <ph name="VARIATIONS_ENABLED_OPTION_NAME" /> (ค่า 0) หรือไม่ตั้งค่านโยบายจะเป็นการอนุญาตให้ใช้รูปแบบใดก็ได้กับ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" />
การตั้งค่า <ph name="CRITICAL_VARIATIONS_ONLY_OPTION_NAME" /> (ค่า 1) จะอนุญาตให้ใช้เฉพาะรูปแบบที่ถือว่าเป็นการแก้ไขด้านความปลอดภัยที่สำคัญมากหรือการแก้ไขด้านความเสถียรกับ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> เท่านั้น
การตั้งค่า <ph name="VARIATIONS_DISABLED_OPTION_NAME" /> (ค่า 2) จะไม่อนุญาตให้ใช้รูปแบบใดก็ตามกับเบราว์เซอร์ในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ โปรดทราบว่าโหมดนี้อาจขัดขวางไม่ให้นักพัฒนาแอปของ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> ทำการแก้ไขด้านความปลอดภัยที่สำคัญมากได้อย่างทันท่วงที และด้วยเหตุนี้จึงไม่แนะนำให้ใช้โหมดนี้</translation>
<translation id="2223582957891074498">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพหน้าจอด้วยแป้นพิมพ์ลัดหรือ API ส่วนขยาย การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" อนุญาตให้ถ่ายภาพหน้าจอ</translation>
<translation id="2223598546285729819">การตั้งค่าการแจ้งเตือนเริ่มต้น</translation>
<translation id="2231817271680715693">นำเข้าประวัติการเรียกดูจากเบราว์เซอร์เริ่มต้นในการเรียกใช้งานครั้งแรก</translation>
<translation id="2236488539271255289">ไม่อนุญาตให้ไซต์ใดๆ ตั้งค่าข้อมูลในตัวเครื่อง</translation>
<translation id="2240793533242059248">การตั้งค่านโยบายจะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่เปิดป๊อปอัปไม่ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="DEFAULT_POPUPS_SETTING_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ <ph name="URL_LABEL" /> ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="2241498944622759244">ไม่เคยมีการเปิดตัวฟีเจอร์นี้ เราจึงเลิกใช้งานนโยบายนี้ หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" หรือ "ไม่ได้ตั้งค่า" <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะแนะนำหน้าที่เกี่ยวข้องกับหน้าปัจจุบัน
โดยดึงข้อมูลการแนะนำแบบระยะไกลจากเซิร์ฟเวอร์ของ Google
หากตั้งค่าเป็น "เท็จ" จะไม่มีการดึงข้อมูลหรือแสดงคำแนะนำ</translation>
<translation id="225340736558643885">เปิดใช้คำเตือนสำหรับฟอร์มที่ไม่ปลอดภัย</translation>
<translation id="2258126710006312594">อนุญาตให้ผู้ใช้ที่เข้าถึงจากระยะไกลโอนไฟล์ไปยัง/จากโฮสต์</translation>
<translation id="2269319728625047531">เปิดใช้การแสดงการขอคำยินยอมให้ซิงค์ในระหว่างการลงชื่อเข้าใช้</translation>
<translation id="2270747976331889601">เปิดใช้ฟีเจอร์ความปลอดภัย TLS 1.3 สำหรับ Trust Anchor ในพื้นที่</translation>
<translation id="2281496157391382819"> ควบคุมคำเตือนด้านความเป็นส่วนตัวของเซสชันผู้เยี่ยมชมที่มีการจัดการใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" />
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ระบบจะปิดใช้งานคำเตือนด้านความเป็นส่วนตัวในหน้าจอการเข้าสู่ระบบและการแจ้งเตือนการเรียกใช้อัตโนมัติในเซสชันผู้เยี่ยมชมที่มีการจัดการ
ไม่ควรใช้นโยบายนี้กับอุปกรณ์ที่สาธารณชนใช้
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" หรือไม่ตั้งค่า ระบบจะตรึงการแจ้งเตือนของคำเตือนด้านความเป็นส่วนตัวในเซสชันผู้เยี่ยมชมที่มีการจัดการซึ่งเรียกใช้อัตโนมัติไว้จนกว่าผู้ใช้จะปิด</translation>
<translation id="2289265947759479962">นโยบายนี้ควบคุมว่าจะรายงานข้อมูลเวอร์ชันหรือไม่ เช่น เวอร์ชันระบบปฏิบัติการ แพลตฟอร์มระบบปฏิบัติการ สถาปัตยกรรมระบบปฏิบัติการ เวอร์ชันของ <ph name="PRODUCT_NAME" /> และช่องของ <ph name="PRODUCT_NAME" />
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบาย <ph name="CLOUD_REPORTING_ENABLED_POLICY_NAME" /> หรือตั้งค่าเป็นปิดใช้ นโยบายนี้จะไม่มีผล
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้หรือตั้งค่าเป็น "จริง" ระบบจะรวบรวมข้อมูลเวอร์ชัน
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ระบบจะไม่รวบรวมข้อมูลเวอร์ชัน
นโยบายนี้จะมีผลเมื่อลงทะเบียนเครื่องกับ <ph name="CLOUD_MANAGEMENT_ENROLLMENT_TOKEN" /> สำหรับ <ph name="PRODUCT_NAME" /> เท่านั้น
และจะมีผลเสมอสำหรับ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /></translation>
<translation id="2292084646366244343"><ph name="PRODUCT_NAME" /> สามารถใช้บริการเว็บของ Google เพื่อช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดในการสะกดผิด หากเปิดใช้งานการตั้งค่านี้ไว้ บริการนี้จะถูกใช้อยู่เสมอ หากปิดใช้งานการตั้งค่า บริการนี้จะไม่ถูกใช้เลย
การตรวจสอบการสะกดยังสามารถทำงานได้โดยใช้พจนานุกรมที่ดาวน์โหลดมา แต่นโยบายนี้จะควบคุมเฉพาะการใช้งานบริการออนไลน์เท่านั้น
หากการตั้งค่านี้ไม่ได้กำหนดค่าไว้ ผู้ใช้จะสามารถเลือกว่าจะใช้บริการตรวจสอบการสะกดหรือไม่</translation>
<translation id="229322770310505679">เปิดใช้แนวคิดนโยบายที่มาจากกลุ่มขนาดเล็ก</translation>
<translation id="22941467117331786">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" แสดงปุ่มออกจากระบบสีแดงขนาดใหญ่ในถาดระบบระหว่างที่เซสชันดำเนินอยู่และหน้าจอไม่ได้ล็อก
การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่าหมายความว่าจะไม่มีปุ่มใดแสดง</translation>
<translation id="2294382669900758280">ไม่มีการพิจารณาการเล่นวิดีโอในแอป Android แม้ว่าจะตั้งค่านโยบายนี้เป็น <ph name="TRUE" /> ก็ตาม</translation>
<translation id="2299220924812062390">ระบุรายการปลั๊กอินที่เปิดใช้งาน</translation>
<translation id="2303795211377219696">เปิดใช้ "ป้อนข้อความอัตโนมัติ" สำหรับบัตรเครดิต</translation>
<translation id="2307496301287881990">รายงานสถานะการแสดงผลและกราฟิก</translation>
<translation id="2309390639296060546">การตั้งค่าตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เริ่มต้น</translation>
<translation id="2327252517317514801">กำหนดโดเมนที่อนุญาตให้เข้าถึง G Suite</translation>
<translation id="2331354174913096226">เทมเพลต URI ของรีโซลเวอร์ DNS-over-HTTPS ที่ต้องการ วิธีระบุรีโซลเวอร์ DNS-over-HTTPS หลายรายการคือเว้นวรรคระหว่างเทมเพลต URI ที่เกี่ยวข้อง
หากตั้งค่า DnsOverHttpsMode เป็น <ph name="SECURE_DNS_MODE_SECURE" /> ก็ต้องตั้งค่านโยบายนี้และนโยบายต้องไม่ว่างเปล่า
หากตั้งค่า DnsOverHttpsMode เป็น <ph name="SECURE_DNS_MODE_AUTOMATIC" /> และตั้งค่านโยบายนี้ด้วย ระบบก็จะใช้เทมเพลต URI ที่ระบุไว้ หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะใช้การจับคู่ที่ฮาร์ดโค้ดเพื่อพยายามอัปเกรดรีโซลเวอร์ DNS ปัจจุบันของผู้ใช้เป็นรีโซลเวอร์ DoH ที่ดำเนินการโดยผู้ให้บริการรายเดียวกัน
หากเทมเพลต URI มีตัวแปร <ph name="HTTP_VARIABLE_DNS" /> คำขอที่ส่งไปยังรีโซลเวอร์จะใช้ <ph name="HTTP_METHOD_GET" /> หากไม่มี คำขอจะใช้ <ph name="HTTP_METHOD_POST" />
ระบบจะไม่สนใจเทมเพลตที่จัดรูปแบบไม่ถูกต้อง</translation>
<translation id="2333228572393176330">นโยบายนี้ควบคุมฟีเจอร์ความปลอดภัยใน TLS 1.3 ซึ่งปกป้องการเชื่อมต่อจากการโจมตีแบบดาวน์เกรด โดยจะใช้งานย้อนหลังได้และไม่ส่งผลกระทบต่อการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์หรือพร็อกซี TLS 1.2 ที่เข้ากันได้ อย่างไรก็ตาม พร็อกซีสำหรับดักจับข้อมูล TLS บางตัวในเวอร์ชันเก่ามีข้อบกพร่องในการใช้งานซึ่งทำให้ใช้งานร่วมกันไม่ได้
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" หรือไม่ได้ตั้งค่า <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะเปิดใช้การรักษาความปลอดภัยเหล่านี้สำหรับการเชื่อมต่อทั้งหมด
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะปิดใช้การรักษาความปลอดภัยเหล่านี้สำหรับการเชื่อมต่อที่ตรวจสอบสิทธิ์ด้วยใบรับรอง CA ที่ติดตั้งไว้ในเครื่อง การรักษาความปลอดภัยเหล่านี้จะเปิดใช้อยู่เสมอสำหรับการเชื่อมต่อที่ตรวจสอบสิทธิ์ด้วยใบรับรอง CA ที่ได้รับความเชื่อถือจากสาธารณะ
มีการเปลี่ยนค่าเริ่มต้นสำหรับนโยบายนี้ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> 81 จาก "เท็จ" เป็น "จริง" คาดว่าพร็อกซีที่ได้รับผลกระทบจะทำให้การเชื่อมต่อไม่สำเร็จโดยมีรหัสข้อผิดพลาด ERR_TLS13_DOWNGRADE_DETECTED ผู้ดูแลระบบที่ต้องการเวลามากขึ้นในการอัปเกรดพร็อกซีที่ได้รับผลกระทบอาจใช้นโยบายนี้เพื่อปิดใช้ฟีเจอร์ความปลอดภัยนี้ชั่วคราว เรานำนโยบายนี้ออกไปแล้วในเวอร์ชัน 86
</translation>
<translation id="2333763898098246468">ควบคุมวิธีที่ <ph name="PRODUCT_NAME" /> พิมพ์ใน Windows
เมื่อสั่งพิมพ์ไปยังเครื่องพิมพ์ที่ไม่ใช่ PostScript ใน Windows บางครั้งงานพิมพ์จะต้องมีการแรสเตอร์เพื่อให้พิมพ์ได้อย่างถูกต้อง
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เต็ม" <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะแรสเตอร์แบบเต็มหน้าหากจำเป็น
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เร็ว" <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะหลีกเลี่ยงการแรสเตอร์หากทำได้ เพราะการลดปริมาณการแรสเตอร์จะช่วยลดขนาดของงานพิมพ์และเพิ่มความเร็วในการพิมพ์
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ไว้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะอยู่ในโหมด "เต็ม"</translation>
<translation id="2336221492251647548">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" จะเปิดแป้นพิมพ์บนหน้าจอไว้เมื่อลงชื่อเข้าใช้ การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" จะปิดแป้นพิมพ์บนหน้าจอไว้เมื่อลงชื่อเข้าใช้
หากตั้งค่านโยบายไว้ ผู้ใช้จะเปิดหรือปิดแป้นพิมพ์บนหน้าจอได้ชั่วคราว เมื่อหน้าจอลงชื่อเข้าใช้โหลดซ้ำหรือไม่มีการใช้งานเป็นเวลา 1 นาที แป้นพิมพ์บนหน้าจอจะเปลี่ยนกลับไปอยู่ในสถานะเดิม
หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ แป้นพิมพ์บนหน้าจอจะปิดอยู่ในหน้าจอลงชื่อเข้าใช้ ผู้ใช้จะเปิดใช้เมื่อใดก็ได้ และสถานะนั้นในหน้าจอลงชื่อเข้าใช้จะยังคงอยู่ตลอดระหว่างการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน
หมายเหตุ: <ph name="DEVICE_LOGIN_SCREEN_VIRTUAL_KEYBOARD_ENABLED_POLICY_NAME" /> จะลบล้างนโยบายนี้หากระบุนโยบายเดิมไว้</translation>
<translation id="2345547870894930157">เปิดใช้โหมด DNS-over-HTTPS ที่ไม่มีการถอยหลังกลับที่ไม่ปลอดภัย</translation>
<translation id="2349117476121456297">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" จะทำให้แป้นแถวบนสุดบนแป้นพิมพ์ทำหน้าที่เป็นคำสั่งแป้นฟังก์ชัน การกดแป้นค้นหาจะเปลี่ยนลักษณะการทำงานของแป้นดังกล่าวกลับไปเป็นแป้นสื่อ
หากตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่า แป้นพิมพ์จะมีค่าเริ่มต้นเป็นส่งคำสั่งแป้นสื่อ การกดแป้นค้นหาจะเปลี่ยนลักษณะการทำงานเป็นแป้นฟังก์ชัน</translation>
<translation id="2353442107789326507">รายการของการตั้งค่าบริการเครื่องมือเชื่อมต่อ Chrome Enterprise ที่จะใช้กับเครื่องมือเชื่อมต่อ <ph name="ON_FILE_ATTACHED_ENTERPRISE_CONNECTOR" /> Enterprise ซึ่งจะเรียกใช้งานเมื่อมีไฟล์แนบไปกับ Chrome
ช่อง <ph name="ENTERPRISE_CONNECTOR_URL_LIST_FIELD" />, <ph name="ENTERPRISE_CONNECTOR_TAGS_FIELD" />, <ph name="ENTERPRISE_CONNECTOR_ENABLE_FIELD" /> และ <ph name="ENTERPRISE_CONNECTOR_DISABLE_FIELD" /> ใช้เพื่อกำหนดว่าเครื่องมือเชื่อมต่อควรส่งไฟล์สำหรับการวิเคราะห์หรือไม่เมื่อมีการแนบไฟล์มากับหน้าที่เฉพาะเจาะจง และแท็กใดที่จะรวมอยู่ในคำขอการวิเคราะห์สำหรับไฟล์นั้น แท็กที่สอดคล้องกับรูปแบบ "เปิดใช้" จะรวมอยู่ในคำขอการวิเคราะห์หาก URL ของหน้าตรงกับรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับแท็กดังกล่าวตราบใดที่ไม่มีรูปแบบ "ปิดใช้" ที่มีแท็กเดียวกันนั้นตรงกับ URL ของหน้า การวิเคราะห์จะเกิดขึ้นหากมีอย่างน้อย 1 แท็กในคำขอ
ช่อง <ph name="ENTERPRISE_CONNECTOR_SERVICE_PROVIDER_FIELD" /> จะระบุว่าผู้ให้บริการการวิเคราะห์ใดที่สอดคล้องกับการตั้งค่า
ช่อง <ph name="ENTERPRISE_CONNECTOR_BLOCK_UNTIL_VERDICT_FIELD" /> ที่ตั้งไว้เป็น 1 หมายความว่า Chrome จะรอให้มีการตอบสนองจากบริการการวิเคราะห์ก่อนให้สิทธิ์หน้าในการเข้าถึงไฟล์ ค่าที่เป็นจำนวนเต็มอื่นๆ หมายความว่า Chrome จะให้สิทธิ์หน้าในการเข้าถึงไฟล์โดยทันที
ช่อง <ph name="ENTERPRISE_CONNECTOR_BLOCK_PASSWORD_PROTECTED_FIELD" /> จะควบคุมให้ Chrome บล็อกหรืออนุญาตไฟล์ที่มีการป้องกันด้วยรหัสผ่าน
ช่อง <ph name="ENTERPRISE_CONNECTOR_BLOCK_LARGE_FILES_FIELD" /> จะควบคุมให้ Chrome บล็อกหรืออนุญาตให้วิเคราะห์ไฟล์ที่มีขนาดใหญ่เกินไป (50 MB ขึ้นไป)
นโยบายนี้ตั้งค่าได้จากคอนโซล Google Admin เท่านั้น</translation>
<translation id="2358176879566587521">เรานำนโยบายนี้ออกแล้ว เพราะใช้กับ <ph name="PRODUCT_NAME" /> เวอร์ชันนี้ไม่ได้ อ่านเพิ่มเติมที่ https://support.google.com/chrome/a/answer/7643500</translation>
<translation id="2364639863953745682">โหมดของการเริ่มต้นใช้งาน Assistant</translation>
<translation id="2366401226808353434">การตั้งค่านโยบายจะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่ขอให้ผู้ใช้ให้สิทธิ์การเข้าถึงในการอ่านไฟล์หรือไดเรกทอรีในระบบไฟล์ของระบบปฏิบัติการของโฮสต์ผ่าน File System API ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="DEFAULT_FILE_SYSTEM_READ_GUARD_SETTING_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
รูปแบบ URL ต้องไม่ขัดแย้งกับ <ph name="FILE_SYSTEM_READ_BLOCKED_FOR_URLS_POLICY_NAME" /> ไม่มีนโยบายที่จะมีความสำคัญสูงกว่าหาก URL ตรงกับทั้ง 2 นโยบาย
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ <ph name="URL_LABEL" /> ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="2386362615870139244">อนุญาตล็อกปลุกหน้าจอ</translation>
<translation id="2394674739523870144">การตั้งค่านโยบายนี้เป็นรายการสตริงหมายความว่า สตริงดังกล่าวจะเชื่อมต่อกันด้วยการเว้นวรรคและส่งผ่าน <ph name="IE_PRODUCT_NAME" /> ไปยัง <ph name="PRODUCT_NAME" /> ในแบบพารามิเตอร์บรรทัดคำสั่ง หากพารามิเตอร์มี <ph name="URL_PLACEHOLDER" /> ก็จะมีการแทนที่ <ph name="URL_PLACEHOLDER" /> ด้วย URL ของหน้าเว็บที่จะเปิด หากไม่มีพารามิเตอร์ใดที่มี <ph name="URL_PLACEHOLDER" /> ระบบจะใส่ URL ดังกล่าวต่อท้ายบรรทัดคำสั่ง
ระบบจะขยายตัวแปรสภาพแวดล้อม โดยใน <ph name="MS_WIN_NAME" /> จะแทนที่ <ph name="ENV_VARIABLE_WIN_EXAMPLE" /> ด้วยค่าตัวแปรสภาพแวดล้อม <ph name="ENV_VARIABLE_VALUE" />
การไม่ตั้งค่านโยบายนี้หมายความว่า <ph name="IE_PRODUCT_NAME" /> จะส่ง URL ไป <ph name="PRODUCT_NAME" /> ในแบบพารามิเตอร์บรรทัดคำสั่งเท่านั้น
หมายเหตุ: หากไม่ได้มีการติดตั้ง Add-in การรองรับเบราว์เซอร์เวอร์ชันเก่าสำหรับ <ph name="IE_PRODUCT_NAME" /> ไว้ นโยบายนี้ก็จะไม่มีผล</translation>
<translation id="2399987589969059485">การกำหนดค่านโยบายนี้จะอนุญาตให้ระบุรูปแบบที่อนุญาตให้ใช้ใน <ph name="PRODUCT_NAME" />
รูปแบบต่างๆ เป็นวิธีที่ช่วยให้เสนอการแก้ไข <ph name="PRODUCT_NAME" /> ได้โดยไม่ต้องส่งเบราว์เซอร์เวอร์ชันใหม่ด้วยการเลือกเปิดหรือปิดใช้ฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้ว ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://support.google.com/chrome/a?p=Manage_the_Chrome_variations_framework
การตั้งค่า <ph name="VARIATIONS_ENABLED_OPTION_NAME" /> (ค่า 0) หรือไม่ตั้งค่านโยบายจะอนุญาตให้ใช้รูปแบบทั้งหมดกับเบราว์เซอร์ได้
การตั้งค่า <ph name="CRITICAL_VARIATIONS_ONLY_OPTION_NAME" /> (ค่า 1) จะอนุญาตให้ใช้เฉพาะรูปแบบที่ถือว่าเป็นการแก้ไขด้านความปลอดภัยที่สำคัญมากหรือการแก้ไขด้านความเสถียรกับ <ph name="PRODUCT_NAME" /> เท่านั้น
การตั้งค่า <ph name="VARIATIONS_DISABLED_OPTION_NAME" /> (ค่า 2) จะไม่อนุญาตให้ใช้รูปแบบใดก็ตามกับเบราว์เซอร์ โปรดทราบว่าโหมดนี้อาจขัดขวางไม่ให้นักพัฒนาแอปของ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ทำการแก้ไขด้านความปลอดภัยที่สำคัญมากได้อย่างทันท่วงที และด้วยเหตุนี้จึงไม่แนะนำให้ใช้โหมดนี้</translation>
<translation id="2411629345938804022">การตั้งค่านโยบายเป็น 3 จะให้เว็บไซต์ขอสิทธิ์เข้าถึงอุปกรณ์บลูทูธใกล้เคียงได้ การตั้งค่านโยบายเป็น 2 จะปฏิเสธสิทธิ์เข้าถึงอุปกรณ์บลูทูธใกล้เคียง
การไม่ตั้งค่านโยบายจะให้เว็บไซต์ขอสิทธิ์เข้าถึงได้ แต่ผู้ใช้เปลี่ยนการตั้งค่านี้ได้</translation>
<translation id="2411817661175306360">การแจ้งเตือนการป้องกันด้วยรหัสผ่านปิดอยู่</translation>
<translation id="2411919772666155530">บล็อกการแจ้งเตือนในไซต์เหล่านี้</translation>
<translation id="2413022450179356125">เปิด/ปิดใช้ฟีเจอร์หน้าจอส่วนตัว
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" ระบบจะเปิดใช้หน้าจอส่วนตัวเสมอ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ระบบจะปิดใช้หน้าจอส่วนตัวเสมอ
หากมีการตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะลบล้างค่าไม่ได้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะปิดใช้หน้าจอส่วนตัวในตอนแรก แต่ผู้ใช้จะควบคุมต่อจากนั้นได้</translation>
<translation id="2421677964966613267">นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้วในรุ่น M88 และ Chrome ไม่รองรับ Flash อีกต่อไป การตั้งค่านโยบายจะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่เรียกใช้ปลั๊กอิน <ph name="FLASH_PLUGIN_NAME" /> ไม่ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="DEFAULT_PLUGINS_SETTING_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ URL ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ไม่รองรับรูปแบบที่มีไวลด์การ์ด "*" และ "[*.]" ในโฮสต์อีกแล้วตั้งแต่รุ่น M85</translation>
<translation id="2423255396068675416">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะให้ผู้ใช้เรียกใช้ <ph name="PRODUCT_CROSTINI_NAME" /> ได้ตราบใดที่มีการเปิดใช้ <ph name="VIRTUAL_MACHINES_ALLOWED_POLICY_NAME" /> และ <ph name="CROSTINI_ALLOWED_POLICY_NAME" /> การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะปิด <ph name="PRODUCT_CROSTINI_NAME" /> ไม่ให้ผู้ใช้ใช้งาน การเปลี่ยนเป็น "ปิดใช้" จะเริ่มใช้นโยบายเพื่อเริ่มคอนเทนเนอร์ <ph name="PRODUCT_CROSTINI_NAME" /> ใหม่ ไม่ใช่คอนเทนเนอร์ที่ทำงานอยู่แล้ว</translation>
<translation id="2424098959650060417">ควบคุมว่าผู้ใช้จะใช้งานเครื่องพิมพ์จาก <ph name="BULK_PRINTERS_POLICY_NAME" /> เครื่องใดได้บ้าง
กำหนดนโยบายการเข้าถึงที่ใช้สำหรับการกำหนดค่าเครื่องพิมพ์จำนวนมาก หากเลือก <ph name="PRINTERS_ALLOW_ALL" /> ระบบจะแสดงเครื่องพิมพ์ทั้งหมด หากเลือก <ph name="PRINTERS_BLACKLIST" /> ระบบจะใช้ <ph name="BULK_PRINTERS_BLACKLIST" /> เพื่อจำกัดการเข้าถึงเครื่องพิมพ์ที่ระบุไว้ในนั้น หากเลือก <ph name="PRINTERS_WHITELIST" /> ระบบจะใช้ <ph name="BULK_PRINTERS_WHITELIST" /> ซึ่งระบุเฉพาะเครื่องพิมพ์ที่เลือกใช้งานได้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ไว้ ระบบจะถือว่าเลือก <ph name="PRINTERS_ALLOW_ALL" />
นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้ว โปรดใช้ <ph name="PRINTERS_BULK_ACCESS_MODE_POLICY_NAME_POLICY_NAME" /> แทน
</translation>
<translation id="2426782419955104525">เปิดใช้ฟีเจอร์ค้นหาทันใจของ <ph name="PRODUCT_NAME" /> และป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนการตั้งค่านี้
หากคุณเปิดใช้การตั้งค่านี้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะมีการเปิดใช้ "ค้นหาทันใจ"
หากคุณปิดใช้การตั้งค่านี้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะมีการปิดใช้ "ค้นหาทันใจ"
หากคุณเปิดหรือปิดใช้การตั้งค่านี้ ผู้ใช้จะไม่สามารถเปลี่ยนหรือแทนที่การตั้งค่านี้
หากไม่ได้กำหนดการตั้งค่านี้ ผู้ใช้จะสามารถตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้ฟังก์ชันนี้
การตั้งค่านี้ได้ถูกนำออกจาก <ph name="PRODUCT_NAME" /> 29 และเวอร์ชันที่สูงกว่าแล้ว</translation>
<translation id="2435052056904485763">รายการที่อนุญาตสำหรับเซิร์ฟเวอร์การมอบสิทธิ์ของ Kerberos</translation>
<translation id="2439793457499023062">หากไม่ได้ตั้งค่า เมื่อการทำความสะอาด Chrome ตรวจพบซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ ระบบอาจรายงานข้อมูลเมตาเกี่ยวกับการสแกนไปยัง Google เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายซึ่งกำหนดโดย SafeBrowsingExtendedReportingEnabled จากนั้นการทำความสะอาด Chrome จะถามผู้ใช้ว่าต้องการนำซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ออกไหม ผู้ใช้มีสิทธิ์เลือกแชร์ผลการทำความสะอาดกับ Google เพื่อช่วยในการตรวจจับซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ในอนาคต ผลลัพธ์จะมีข้อมูลเมตาของไฟล์ ส่วนขยายที่ติดตั้งอัตโนมัติ และคีย์รีจิสทรีตามที่อธิบายไว้ในสมุดปกขาวเรื่องความเป็นส่วนตัวของ Chrome
หากปิดใช้ เมื่อการทำความสะอาด Chrome ตรวจพบซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ ระบบจะไม่รายงานข้อมูลเมตาเกี่ยวกับการสแกนไปยัง Google โดยจะลบล้างนโยบายใดๆ ที่ตั้งค่าไว้โดย SafeBrowsingExtendedReportingEnabled การทำความสะอาด Chrome จะถามผู้ใช้ว่าต้องการนำซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ออกไหม ระบบจะไม่รายงานผลการทำความสะอาดไปยัง Google และผู้ใช้ก็จะไม่มีตัวเลือกในการรายงานด้วย
หากเปิดใช้ เมื่อการทำความสะอาด Chrome ตรวจพบซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ ระบบอาจรายงานข้อมูลเมตาเกี่ยวกับการสแกนไปยัง Google เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายซึ่งกำหนดโดย SafeBrowsingExtendedReportingEnabled การทำความสะอาด Chrome จะถามผู้ใช้ว่าต้องการนำซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ออกไหม ระบบจะรายงานผลการทำความสะอาดไปยัง Google และผู้ใช้จะไม่มีตัวเลือกในการระงับการรายงานนี้
ใน <ph name="MS_WIN_NAME" /> ฟังก์ชันการทำงานนี้ใช้ได้เฉพาะในอินสแตนซ์ที่เข้าร่วมโดเมน <ph name="MS_AD_NAME" />, ทำงานใน Windows 10 Pro หรือลงทะเบียนในการจัดการระบบคลาวด์ของเบราว์เซอร์ Chrome</translation>
<translation id="2448315169529769573">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" จะทำให้ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> รายงานเมตริกการใช้งานและข้อมูลการวินิจฉัย รวมถึงรายงานข้อขัดข้อง กลับมาที่ Google การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะปิดการรายงานเมตริกและข้อมูลการวินิจฉัย
การไม่ตั้งค่านโยบายจะปิดการรายงานเมตริกและข้อมูลการวินิจฉัยเสมอในอุปกรณ์ที่ไม่มีการจัดการและเปิดในอุปกรณ์ที่มีการจัดการ</translation>
<translation id="2454228136871844693">เพิ่มประสิทธิภาพเพื่อความเสถียร</translation>
<translation id="2455033019778127130">ใช้การทำงานเริ่มต้นของเบราว์เซอร์ แสดงข้อกำหนดในการให้บริการและรอให้ผู้ใช้ยอมรับ</translation>
<translation id="2463034609187171371">เปิดใช้ชุดการเข้ารหัส DHE ใน TLS</translation>
<translation id="2463365186486772703">ภาษาของแอปพลิเคชัน</translation>
<translation id="2463832514638083341">นโยบายนี้ควบคุมระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลเมตาของงานพิมพ์ในอุปกรณ์โดยมีหน่วยเป็นวัน
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็น -1 ระบบจะจัดเก็บข้อมูลเมตาของงานพิมพ์อย่างไม่มีกำหนด เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็น 0 ระบบจะไม่จัดเก็บข้อมูลเมตาของงานพิมพ์เลย เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็นค่าอื่น จะเป็นการระบุระยะเวลาที่จัดเก็บข้อมูลเมตาของงานพิมพ์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วในอุปกรณ์
หากไม่ได้ตั้งค่า ระบบจะใช้ระยะเวลาเริ่มต้น 90 วันสำหรับอุปกรณ์ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" />
ควรระบุค่าของนโยบายเป็นวัน</translation>
<translation id="2466131534462628618">การตรวจสอบสิทธิ์ของแคพทีฟพอร์ทัลจะข้ามพร็อกซีไป</translation>
<translation id="247658312644322296">ปลายทาง "บันทึกเป็น PDF"</translation>
<translation id="2480971699591919564">เปิดใช้ฟีเจอร์คลิกเพื่อโทรซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ส่งหมายเลขโทรศัพท์จาก Chrome ในเดสก์ท็อปไปยังอุปกรณ์ Android ได้เมื่อผู้ใช้ลงชื่อเข้าใช้อยู่ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูบทความในศูนย์ช่วยเหลือที่ https://support.google.com/chrome/answer/9430554?hl=th
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นเปิดใช้ ระบบจะเปิดใช้ความสามารถในการส่งหมายเลขโทรศัพท์ไปยังอุปกรณ์ Android สำหรับผู้ใช้ Chrome
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นปิดใช้ ระบบจะปิดใช้ความสามารถในการส่งหมายเลขโทรศัพท์ไปยังอุปกรณ์ Android สำหรับผู้ใช้ Chrome
หากตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนหรือลบล้างไม่ได้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะเปิดใช้ฟีเจอร์คลิกเพื่อโทรโดยค่าเริ่มต้น</translation>
<translation id="2482676533225429905">การรับส่งข้อความดั้งเดิม</translation>
<translation id="2483146640187052324">คาดการณ์การทำงานของเครือข่ายจากการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ</translation>
<translation id="2498238926436517902">ซ่อนชั้นวางอัตโนมัติเสมอ</translation>
<translation id="250022556568924228">การตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะดาวน์โหลดข้อกำหนดในการให้บริการและแสดงต่อผู้ใช้เมื่อมีการเริ่มเซสชันบัญชีภายในอุปกรณ์ ผู้ใช้จะลงชื่อเข้าใช้เซสชันได้หลังจากที่ยอมรับข้อกำหนดในการให้บริการแล้วเท่านั้น
การไม่ตั้งค่านโยบายจะทำให้ไม่มีการแสดงข้อกำหนดในการให้บริการ
ควรตั้งค่านโยบายไปยัง URL ที่ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะดาวน์โหลดข้อกำหนดในการให้บริการได้ ข้อกำหนดในการให้บริการต้องเป็นข้อความธรรมดาที่แสดงเป็นข้อความ/ธรรมดาประเภท MIME และไม่อนุญาตให้ใช้มาร์กอัป</translation>
<translation id="2500699707048942472">ฟีเจอร์ส่ง PIN อัตโนมัติจะเปลี่ยนแปลงการป้อน PIN ใน Chrome OS
ฟีเจอร์นี้จะแสดง UI พิเศษที่แสดงให้ผู้ใช้เห็นอย่างชัดเจนว่า PIN ต้องมีกี่หลัก แทนการแสดงช่องข้อความเดียวกันกับที่ใช้ป้อนรหัสผ่าน ดังนั้นระบบจะจัดเก็บความยาว PIN ของผู้ใช้ไว้นอกข้อมูลที่เข้ารหัสของผู้ใช้ ใช้ได้เฉพาะ PIN ที่มีความยาวระหว่าง 6 ถึง 12 หลัก
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ผู้ใช้จะไม่มีตัวเลือกในการเปิดใช้ฟีเจอร์นี้ในหน้าการตั้งค่า</translation>
<translation id="2502467045153796624">ลักษณะการทำงานของการดาวน์เกรดเวอร์ชัน</translation>
<translation id="250670737672448119">เปิดใช้ฟีเจอร์การช่วยเหลือพิเศษสำหรับการไฮไลต์เคอร์เซอร์ข้อความ
ฟีเจอร์นี้ทำหน้าที่ไฮไลต์บริเวณโดยรอบเคอร์เซอร์ข้อความ ขณะที่แก้ไขข้อความ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นเปิดใช้ ระบบจะเปิดการไฮไลต์เคอร์เซอร์ข้อความไว้ตลอด
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นปิดใช้ ระบบจะปิดการไฮไลต์เคอร์เซอร์ข้อความไว้ตลอด
หากคุณตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนหรือลบล้างไม่ได้
หากไม่มีการตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะปิดฟีเจอร์ไฮไลต์เคอร์เซอร์ข้อความในขั้นต้น แต่ผู้ใช้เปิดใช้ได้ทุกเมื่อ</translation>
<translation id="2509919237512982967">ใช้ตัวควบคุมแบบฟอร์มเดิมจนถึงเวอร์ชัน M84</translation>
<translation id="2516600974234263142">ช่วยให้สามารถพิมพ์ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> และป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนการตั้งค่านี้
หากมีการเปิดการตั้งค่านี้หรือไม่ได้กำหนดค่าไว้ ผู้ใช้จะสามารถพิมพ์ได้
หากปิดการตั้งค่านี้ ผู้ใช้จะไม่สามารถพิมพ์จาก <ph name="PRODUCT_NAME" /> การพิมพ์จะถูกปิดใช้งานไว้ในเมนูเครื่องมือ ส่วนขยาย แอปพลิเคชัน JavaScript เป็นต้น แต่คุณสามารถพิมพ์จากปลั๊กอินที่ข้าม <ph name="PRODUCT_NAME" /> ขณะพิมพ์ได้ ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชัน Flash บางรายการมีตัวเลือกการพิมพ์ในเมนูตามบริบท ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้ครอบคลุม</translation>
<translation id="2517466659416174529">อนุญาตการระงับแท็บที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง</translation>
<translation id="2518231489509538392">อนุญาตให้เล่นเสียง</translation>
<translation id="2521581787935130926">แสดงทางลัดของแอปในแถบบุ๊กมาร์ก</translation>
<translation id="2522304491589804974">กำหนดค่ารายการที่อนุญาตสำหรับการติดตั้งส่วนขยาย</translation>
<translation id="2525272234967793245">การตั้งค่านโยบายจะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่ขอให้ผู้ใช้ให้สิทธิ์การเข้าถึงในการเขียนไฟล์หรือไดเรกทอรีในระบบไฟล์ของระบบปฏิบัติการของโฮสต์ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="DEFAULT_FILE_SYSTEM_WRITE_GUARD_SETTING_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
รูปแบบ URL ต้องไม่ขัดแย้งกับ <ph name="FILE_SYSTEM_WRITE_BLOCKED_FOR_URLS_POLICY_NAME" /> ไม่มีนโยบายที่จะมีความสำคัญสูงกว่าหาก URL ตรงกับทั้ง 2 นโยบาย
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ <ph name="URL_LABEL" /> ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="2529880111512635313">กำหนดค่ารายชื่อแอปและส่วนขยายที่บังคับให้ติดตั้ง</translation>
<translation id="253135976343875019">คำเตือนการไม่ใช้งานล่าช้าเมื่อทำงานโดยใช้ไฟ AC</translation>
<translation id="2536525645274582300">ผู้ใช้ตัดสินใจว่าจะเปิดใช้บริการตำแหน่งของ Google หรือไม่</translation>
<translation id="254653220329944566">เปิดใช้การรายงานในระบบคลาวด์ของ <ph name="PRODUCT_NAME" /></translation>
<translation id="2547854230073316008">การตั้งค่านโยบายจะตั้งค่าความละเอียดและค่าตัวคูณมาตราส่วนของจอแสดงผลแต่ละจอ การตั้งค่าจอแสดงผลภายนอกจะใช้กับจอแสดงผลที่เชื่อมต่อ (นโยบายจะไม่มีผลหากจอแสดงผลไม่รองรับความละเอียดหรือขนาดที่ระบุ)
การตั้งค่า <ph name="EXTERNAL_USE_NATIVE" /> เป็น "จริง" หมายความว่านโยบายจะไม่สนใจ <ph name="EXTERNAL_WIDTH" /> และ <ph name="EXTERNAL_HEIGHT" /> และจะตั้งค่าจอแสดงผลภายนอกเป็นความละเอียดของระบบ การตั้งค่า <ph name="EXTERNAL_USE_NATIVE" /> เป็น "เท็จ" หรือการไม่ตั้งค่ารายการดังกล่าวและ <ph name="EXTERNAL_WIDTH" /> หรือ <ph name="EXTERNAL_HEIGHT" /> หมายความว่านโยบายจะไม่ส่งผลต่อจอแสดงผลภายนอก
การตั้งค่าแฟล็กที่แนะนำเป็น "จริง" จะให้ผู้ใช้เปลี่ยนความละเอียดและค่าตัวคูณมาตราส่วนของจอแสดงผลได้จากหน้าการตั้งค่า แต่จะมีการเปลี่ยนการตั้งค่าเมื่อรีบูตครั้งถัดไป การตั้งค่าแฟล็กที่แนะนำเป็น "เท็จ" หรือการไม่ตั้งค่าหมายความว่าผู้ใช้จะเปลี่ยนการตั้งค่าจอแสดงผลไม่ได้
หมายเหตุ: ตั้งค่า <ph name="EXTERNAL_WIDTH" /> และ <ph name="EXTERNAL_HEIGHT" /> เป็นพิกเซล และ <ph name="EXTERNAL_SCALE_PERCENTAGE" /> และ <ph name="INTERNAL_SCALE_PERCENTAGE" /> เป็นเปอร์เซ็นต์</translation>
<translation id="2548397295248733155">โปรดทราบว่าจะมีการเลิกใช้งานและนำนโยบายนี้ออกใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> เวอร์ชัน 85 โปรดใช้ <ph name="POWER_MANAGEMENT_IDLE_SETTINGS_POLICY_NAME" /> แทน
ระบุระยะเวลาก่อนปิดหน้าจอหลังจากไม่มีการป้อนข้อมูลจากผู้ใช้ ขณะที่เครื่องทำงานโดยใช้พลังงานแบตเตอรี่
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็นค่าที่มากกว่า 0 จะเป็นการระบุระยะเวลาที่ผู้ใช้ต้องไม่มีความเคลื่อนไหวก่อนที่ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะปิดหน้าจอ
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็น 0 แล้ว <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะไม่ปิดหน้าจอเมื่อผู้ใช้ไม่มีความเคลื่อนไหว
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ไว้ ระบบจะใช้ระยะเวลาค่าเริ่มต้น
ควรระบุค่าของนโยบายเป็นมิลลิวินาที ค่าจะถูกบีบให้เหลือน้อยกว่าหรือเท่ากับระยะหน่วงเวลาของการไม่มีความเคลื่อนไหว</translation>
<translation id="2548572254685798999">รายงานข้อมูล Google Safe Browsing</translation>
<translation id="2550593661567988768">การพิมพ์ด้านเดียวเท่านั้น</translation>
<translation id="2552318891854145040">การตั้งค่านโยบายนี้จะสร้างรายการบุ๊กมาร์กที่แต่ละรายการเป็นพจนานุกรมที่มีคีย์ "<ph name="NAME" />" และ "<ph name="URL_LABEL" />" คีย์เหล่านี้เก็บชื่อและเป้าหมายของบุ๊กมาร์กไว้ ผู้ดูแลระบบสร้างโฟลเดอร์ย่อยได้โดยกำหนดบุ๊กมาร์กที่ไม่มีคีย์ "<ph name="URL_LABEL" />" แต่มีคีย์ "<ph name="CHILDREN" />" เพิ่มเติม คีย์นี้ยังมีรายการบุ๊กมาร์กด้วย ซึ่งบุ๊กมาร์กบางอันอาจเป็นโฟลเดอร์ด้วยก็ได้ Chrome จะแก้ไข URL ที่ไม่สมบูรณ์ให้เหมือนว่า URL เหล่านั้นได้รับการส่งผ่านทางแถบที่อยู่ เช่น "<ph name="GOOGLE_COM" />" จะเปลี่ยนเป็น "<ph name="HTTPS_GOOGLE_COM" />"
ผู้ใช้เปลี่ยนโฟลเดอร์ที่บุ๊กมาร์กอยู่ไม่ได้ (แต่ซ่อนโฟลเดอร์จากแถบบุ๊กมาร์กได้) ชื่อโฟลเดอร์เริ่มต้นของบุ๊กมาร์กที่มีการจัดการคือ "บุ๊กมาร์กที่มีการจัดการ" แต่ก็เปลี่ยนได้โดยเพิ่มพจนานุกรมย่อยใหม่ที่มีคีย์เดียวชื่อ "<ph name="TOPLEVEL_NAME" />" ลงในนโยบาย โดยมีชื่อโฟลเดอร์ที่ต้องการเป็นค่า บุ๊กมาร์กที่มีการจัดการจะไม่ซิงค์กับบัญชีผู้ใช้และส่วนขยายจะแก้ไขบุ๊กมาร์กเหล่านี้ไม่ได้</translation>
<translation id="2552966063069741410">เขตเวลา</translation>
<translation id="2562339630163277285">ระบุ URL ของเครื่องมือค้นหาที่ใช้ในการให้ผลการค้นหาแบบทันใจ URL ควรมีสตริง <ph name="SEARCH_TERM_MARKER" /> ซึ่งจะถูกแทนที่ด้วยข้อความที่ผู้ใช้ป้อนขณะค้นหา
นโยบายนี้เป็นทางเลือก หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ จะไม่มีการให้ผลการค้นหาแบบทันใจ
URL ผลการค้นหาแบบทันใจของ Google สามารถระบุเป็น: <ph name="GOOGLE_INSTANT_SEARCH_URL" />
นโยบายนี้จะมีผลเมื่อเปิดใช้นโยบาย "DefaultSearchProviderEnabled" เท่านั้น</translation>
<translation id="2567227673131796227">นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้ว โปรดใช้นโยบาย "<ph name="NATIVE_MESSAGING_BLOCKLIST_POLICY_NAME" />" แทน
การตั้งค่านโยบายจะระบุโฮสต์การรับส่งข้อความดั้งเดิมที่ระบบไม่ควรโหลด ค่ารายการปฏิเสธ "<ph name="WILDCARD_VALUE" />" จะทำให้โฮสต์การรับส่งข้อความดั้งเดิมทั้งหมดถูกปฏิเสธ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตอย่างชัดแจ้ง
การไม่ตั้งค่านโยบายจะทำให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> โหลดโฮสต์การรับส่งข้อความดั้งเดิมที่ติดตั้งไว้ทั้งหมด</translation>
<translation id="2568488785376704318">นโยบายนี้เลิกใช้งานแล้ว โปรดใช้ <ph name="REMOTE_ACCESS_HOST_DOMAIN_LIST_POLICY_NAME" /> แทน</translation>
<translation id="2571066091915960923">เปิดใช้หรือปิดใช้พร็อกซีการบีบอัดข้อมูล และป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนการตั้งค่านี้
หากคุณเปิดใช้หรือปิดใช้การตั้งค่านี้ ผู้ใช้จะไม่สามารถเปลี่ยนหรือโอเวอร์ไรด์การตั้งค่านี้
หากนโยบายนี้ไม่ได้ตั้งค่า ฟีเจอร์พร็อกซีการบีบอัดข้อมูลจะพร้อมใช้งานสำหรับให้ผู้ใช้เลือกว่าจะใช้หรือไม่ใช้</translation>
<translation id="2575738503503093841">ระบุการหน่วงเวลาสูงสุดเป็นมิลลิวินาทีสำหรับช่วงเวลาระหว่างการรับข้อมูลการลบล้างนโยบายและการดึงข้อมูลนโยบายใหม่จากบริการจัดการอุปกรณ์
การตั้งค่านโยบายนี้จะแทนที่ค่าเริ่มต้นที่ 10000 มิลลิวินาที ค่าที่ถูกต้องสำหรับนโยบายนี้จะอยู่ในช่วงตั้งแต่ 1000 (1 วินาที) ถึง 300000 (5 นาที) ค่าใดๆ ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงนี้จะถูกบีบให้เข้าขอบเขตตามลำดับ
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะใช้ค่าเริ่มต้นที่ 10000 มิลลิวินาที</translation>
<translation id="257788512393330403">ต้องป้อนรหัสผ่านทุก 6 ชั่วโมง</translation>
<translation id="2587719089023392205">ตั้ง <ph name="PRODUCT_NAME" /> เป็นเบราว์เซอร์เริ่มต้น</translation>
<translation id="2592091433672667839">ระยะเวลาการไม่ใช้งานก่อนที่โปรแกรมรักษาหน้าจอจะแสดงขึ้นบนหน้าจอลงชื่อเข้าใช้ในโหมดปลีก</translation>
<translation id="2592162121850992309">หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" หรือไม่ได้ตั้งค่า ระบบจะเปิดใช้การเร่งฮาร์ดแวร์ เว้นแต่ในกรณีที่ฟีเจอร์ GPU อยู่ในบัญชีดำ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ระบบจะปิดใช้การเร่งฮาร์ดแวร์</translation>
<translation id="2593762551209145088">Safe Browsing จะไม่ทำงานเลย</translation>
<translation id="26023406105317310">กำหนดค่าบัญชี Kerberos</translation>
<translation id="2604182581880595781">กำหนดค่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่แชร์ไฟล์ของเครือข่าย</translation>
<translation id="2615240493030733717">รายงานข้อมูลเขตเวลา</translation>
<translation id="2619966380594000538">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าหมายความว่าคำเตือนด้านความปลอดภัยจะแสดงเมื่อมีการใช้การติดธงบรรทัดคำสั่งที่อาจเป็นอันตรายเพื่อเปิด Chrome
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะทำให้ระบบไม่แสดงคำเตือนด้านความปลอดภัยเมื่อมีการเปิดใช้ Chrome โดยมีการติดธงบรรทัดคำสั่งที่อาจเป็นอันตราย
ใน <ph name="MS_WIN_NAME" /> ฟังก์ชันการทำงานนี้ใช้ได้เฉพาะในอินสแตนซ์ที่เข้าร่วมโดเมน <ph name="MS_AD_NAME" />, ทำงานใน Windows 10 Pro หรือลงทะเบียนในการจัดการระบบคลาวด์ของเบราว์เซอร์ Chrome ใน <ph name="MAC_OS_NAME" /> ฟังก์ชันการทำงานนี้ใช้ได้เฉพาะในอินสแตนซ์ที่จัดการผ่าน MDM หรือเข้าร่วมโดเมนผ่าน MCX</translation>
<translation id="2623014935069176671">รอกิจกรรมเริ่มต้นของผู้ใช้</translation>
<translation id="262740370354162807">เปิดใช้งานการส่งเอกสารไปยัง <ph name="CLOUD_PRINT_NAME" /></translation>
<translation id="2632538643061793322">การตั้งค่านโยบายจะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่ขอให้ผู้ใช้ให้สิทธิ์เข้าถึงอุปกรณ์ USB ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="DEFAULT_WEB_USB_GUARD_SETTING_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
รูปแบบ URL ต้องไม่ขัดแย้งกับ <ph name="WEB_USB_ASK_FOR_URLS_POLICY_NAME" /> ไม่มีนโยบายที่จะมีความสำคัญสูงกว่าหาก URL ตรงกับทั้ง 2 นโยบาย
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ <ph name="URL_LABEL" /> ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="2633084400146331575">เปิดใช้งานการตอบสนองด้วยเสียง</translation>
<translation id="2635872253077105112">การตั้งค่านโยบายนี้จะควบคุมรายการเว็บไซต์ที่จะเปิดในเบราว์เซอร์สำรอง ระบบจะถือว่ารายการย่อยแต่ละรายการเป็นกฎสำหรับบางอย่างที่จะเปิดในเบราว์เซอร์สำรอง <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะใช้กฎเหล่านั้นเมื่อเลือกว่า URL ควรเปิดในเบราว์เซอร์สำรองหรือไม่ เมื่อ Add-in ของ <ph name="IE_PRODUCT_NAME" /> เปิดอยู่ <ph name="IE_PRODUCT_NAME" /> จะเปลี่ยนกลับไปยัง <ph name="PRODUCT_NAME" /> เมื่อกฎไม่ตรงกัน หากกฎขัดแย้งกัน <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะใช้กฎที่เจาะจงที่สุด
การไม่ตั้งค่านโยบายนี้จะไม่เพิ่มเว็บไซต์ลงในรายการ
โปรดทราบว่าคุณเพิ่มเอลิเมนต์ลงในรายการนี้ผ่านนโยบาย <ph name="USE_IE_SITELIST_POLICY_NAME" /> และ <ph name="EXTERNAL_SITELIST_URL_POLICY_NAME" /> ได้ด้วย</translation>
<translation id="2640898752536996430">นำผู้ใช้ออกจากระบบ</translation>
<translation id="264093234299818170">ระบบจะแสดงเครื่องพิมพ์ทั้งหมดยกเว้นที่อยู่ในรายการที่บล็อก</translation>
<translation id="264252574246191885">ไม่แสดง</translation>
<translation id="2647069081229792812">เปิดหรือปิดใช้การแก้ไขบุ๊กมาร์ก</translation>
<translation id="2649896281375932517">ให้ผู้ใช้เลือก</translation>
<translation id="2650049181907741121">การทำงานของอุปกรณ์เมื่อผู้ใช้ปิดฝา</translation>
<translation id="2658653824183107970">ควรใช้การใช้งาน <ph name="CORS" /> เดิมมากกว่า <ph name="CORS" /> ใหม่</translation>
<translation id="2660846099862559570">ไม่ใช้พร็อกซี</translation>
<translation id="2664682171745499686">ระงับคำเตือนโดเมนที่เหมือนกันในหลายโดเมน</translation>
<translation id="2665422249821137126">เปิดใช้เคอร์เซอร์ขนาดใหญ่ในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ</translation>
<translation id="2672012807430078509">ควบคุมการเปิดใช้ NTLM เป็นโปรโตคอลการตรวจสอบสิทธิ์สำหรับการต่อเชื่อม SMB</translation>
<translation id="2678503605767349615">ต้องมีใบรับรองไคลเอ็นต์ระดับอุปกรณ์</translation>
<translation id="268577405881275241">เปิดใช้ฟีเจอร์พร็อกซีการบีบอัดข้อมูล</translation>
<translation id="2691668238491124549">การตั้งค่านโยบาย (ตามที่แนะนำเท่านั้น) จะย้ายภาษาที่แนะนำสำหรับเซสชันที่มีการจัดการไปไว้ที่ลำดับต้นๆ ของรายการ ในลำดับที่ภาษานั้นปรากฏในนโยบาย ระบบเลือกภาษาที่แนะนำเป็นอันดับแรกไว้ล่วงหน้า
หากไม่ได้ตั้งค่า ระบบจะเลือกภาษาของ UI ปัจจุบันไว้ล่วงหน้า
เมื่อมีภาษาที่แนะนำมากกว่า 1 ภาษาจะถือว่าผู้ใช้ต้องการเลือกภาษาเหล่านี้ ให้ความสำคัญกับการเลือกภาษาและรูปแบบแป้นพิมพ์ เมื่อเริ่มเซสชันที่มีการจัดการ หากไม่ได้เลือกค่าดังกล่าว ระบบจะถือว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ต้องการใช้ภาษาที่เลือกไว้ล่วงหน้า ลดความสำคัญของการเลือกภาษาและรูปแบบแป้นพิมพ์ เมื่อเริ่มเซสชันที่มีการจัดการ
หากคุณตั้งค่านโยบายนี้และเปิดการลงชื่อเข้าใช้โดยอัตโนมัติ (ดูนโยบาย <ph name="DEVICE_LOCAL_ACCOUNT_AUTO_LOGIN_ID_POLICY_NAME" /> และ <ph name="DEVICE_LOCAL_ACCOUNT_AUTO_LOGIN_DELAY_POLICY_NAME" />) เซสชันที่มีการจัดการจะใช้ภาษาที่แนะนำและรูปแบบแป้นพิมพ์ยอดนิยมที่คู่กันเป็นอันดับแรก
รูปแบบแป้นพิมพ์ที่เลือกไว้ล่วงหน้าจะเป็นรูปแบบยอดนิยมคู่กับภาษาที่เลือกไว้ล่วงหน้าเสมอ ผู้ใช้เลือกภาษาที่ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> รองรับสำหรับเซสชันได้ทุกเมื่อ</translation>
<translation id="2693108589792503178">กำหนดค่า URL การเปลี่ยนรหัสผ่าน</translation>
<translation id="269354856249562998">การตั้งค่านโยบายจะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่ขอให้ผู้ใช้ให้สิทธิ์เข้าถึงพอร์ตอนุกรมได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="DEFAULT_SERIAL_GUARD_SETTING_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
สำหรับรูปแบบ URL ที่ไม่ตรงกับนโยบาย <ph name="SERIAL_BLOCKED_FOR_URLS_POLICY_NAME" /> (หากมีการจับคู่) <ph name="DEFAULT_SERIAL_GUARD_SETTING_POLICY_NAME" /> (หากตั้งค่าไว้) หรือการตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีความสำคัญเหนือกว่าตามลำดับข้างต้น
รูปแบบ URL ต้องไม่ขัดแย้งกับ <ph name="SERIAL_BLOCKED_FOR_URLS_POLICY_NAME" /> ไม่มีนโยบายที่จะมีความสำคัญสูงกว่าหาก URL ตรงกับทั้ง 2 นโยบาย
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ <ph name="URL_LABEL" /> ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="2694143893026486692">แว่นขยายหน้าจอบางส่วนเปิดอยู่</translation>
<translation id="2696077732471707315">
เรานำนโยบายนี้ออกไปแล้วในเวอร์ชัน M77
นโยบายนี้จะใช้กับหน้าจอการลงชื่อเข้าใช้ โปรดดูนโยบาย <ph name="SITE_PER_PROCESS_POLICY_NAME" /> ด้วยซึ่งใช้กับเซสชันของผู้ใช้ ขอแนะนำให้ตั้งค่าของนโยบายทั้งสองเป็นค่าเดียวกัน หากค่าไม่ตรงกัน อาจเกิดความล่าช้าเวลาเข้าสู่เซสชันของผู้ใช้ และระบบจะใช้ค่าที่นโยบายผู้ใช้ระบุไว้
</translation>
<translation id="2702023190395322609">เปิดใช้คำแนะนำสื่อ</translation>
<translation id="2706708761587205154">อนุญาตให้พิมพ์เฉพาะเมื่อมี PIN เท่านั้น</translation>
<translation id="2707873794476722903">Google Safe Browsing ทำงานในโหมดมาตรฐาน</translation>
<translation id="2716623398185506073">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" จะทำให้อุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้รายงานสถิติด้านฮาร์ดแวร์และตัวระบุที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้อุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้ไม่รายงานสถิติด้านพลังงาน</translation>
<translation id="2725855586003209701">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้อุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้รายงานรายชื่อผู้ใช้อุปกรณ์ที่ลงชื่อเข้าใช้เมื่อเร็วๆ นี้
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะทำให้อุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้ไม่รายงานรายชื่อผู้ใช้</translation>
<translation id="2731627323327011390">ปิดการใช้งานใบรับรอง <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> สำหรับแอป ARC</translation>
<translation id="2742843273354638707">ซ่อนแอป Chrome เว็บสโตร์ และลิงก์ส่วนท้ายจากหน้าแท็บใหม่ และเครื่องเรียกใช้งานแอป <ph name="PRODUCT_OS_NAME" />
เมื่อนโยบายนี้ตั้งค่าเป็น True จะมีการซ่อนไอคอนไป
เมื่อนโยบายนี้ตั้งค่าเป็น False หรือไม่มีการกำหนดค่า จะสามารถมองเห็นไอคอนได้</translation>
<translation id="2744751866269053547">ลงทะเบียนเครื่องจัดการโปรโตคอล</translation>
<translation id="2746016768603629042">นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้ว โปรดใช้ DefaultJavaScriptSetting แทน
สามารถใช้เพื่อปิดใช้งาน JavaScript ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> ได้
หากปิดใช้งานการตั้งค่านี้ หน้าเว็บจะไม่สามารถใช้ JavaScript และผู้ใช้จะไม่สามารถเปลี่ยนการตั้งค่านั้นได้
หากเปิดใช้งานการตั้งค่านี้หรือไม่ได้ตั้งค่า หน้าเว็บจะสามารถใช้ JavaScript แต่ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนการตั้งค่านั้นได้</translation>
<translation id="2752046642026416564">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ใช้โฮสต์การรับส่งข้อความดั้งเดิมที่ติดตั้งไว้ที่ระดับผู้ใช้ได้
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะทำให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ใช้โฮสต์เหล่านี้ได้เฉพาะเมื่อติดตั้งไว้ที่ระดับระบบเท่านั้น</translation>
<translation id="2753637905605932878">จำกัดช่วงของพอร์ต UDP ในเครื่องที่ WebRTC ใช้งาน</translation>
<translation id="2757054304033424106">ประเภทของส่วนขยาย/แอปพลิเคชันที่ได้รับอนุญาตให้ติดตั้ง</translation>
<translation id="2758689548159678032">เมื่อเปิดใช้ ฟีเจอร์ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะส่งส่วนหัวของคำขอแบบละเอียดซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับเบราว์เซอร์และสภาพแวดล้อมของผู้ใช้
ฟีเจอร์นี้เป็นฟีเจอร์เสริม แต่ส่วนหัวใหม่อาจทำให้บางเว็บไซต์ที่จำกัดจำนวนอักขระในคำขอขัดข้อง
หากเปิดใช้นโยบายนี้หรือไม่ได้ตั้งค่า จะมีการเปิดใช้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> หากปิดใช้นโยบายนี้ ฟีเจอร์นี้จะใช้งานไม่ได้
นโยบายระดับองค์กรนี้มีไว้สำหรับการใช้งานในระยะสั้น และเราจะนำนโยบายนี้ออกใน Chrome 88</translation>
<translation id="2759224876420453487">ควบคุมพฤติกรรมผู้ใช้ในเซสชันหลายโปรไฟล์</translation>
<translation id="2759426227259007018">การตั้งค่านโยบายจะระบุแอปที่ผู้ใช้เปิดเป็นแอปจดโน้ตในหน้าจอล็อกของ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> ได้
หากแอปที่ต้องการอยู่ในหน้าจอล็อก องค์ประกอบ UI สำหรับการเปิดแอปจดโน้ตที่ต้องการจะปรากฏขึ้นในหน้าจอ เมื่อเปิดแล้ว แอปจะสร้างหน้าต่างทับหน้าจอล็อกและสร้างโน้ตในบริบทนี้ได้ แอปจะนำเข้าโน้ตที่สร้างไว้ไปยังเซสชันหลักของผู้ใช้ได้เมื่อเซสชันนั้นไม่ได้ล็อก แอปที่ใช้ได้ในหน้าจอล็อกต้องเป็นแอปจดโน้ตของ <ph name="PRODUCT_NAME" /> เท่านั้น
การตั้งค่านโยบายหมายความว่าผู้ใช้จะเปิดแอปในหน้าจอล็อกได้หากรหัสส่วนขยายของแอปอยู่ในค่ารายการของนโยบาย ดังนั้น การตั้งค่าเป็นรายการที่ว่างเปล่าจะเป็นการปิดใช้การจดโน้ตในหน้าจอล็อก ไม่จำเป็นว่านโยบายที่มีรหัสแอปจะทำให้ผู้ใช้เปิดแอปดังกล่าวเป็นแอปจดโน้ตในหน้าจอล็อกได้ ตัวอย่างเช่น ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> 61 แพลตฟอร์มยังจำกัดชุดแอปที่พร้อมใช้งานด้วย
การไม่ตั้งค่านโยบายจะทำให้ผู้ใช้จะเปิดใช้ชุดแอปในหน้าจอล็อกได้โดยไม่มีข้อจำกัดจากนโยบาย</translation>
<translation id="2761483219396643566">คำเตือนการไม่ใช้งานล่าช้าเมื่อทำงานโดยใช้กำลังแบตเตอรี่</translation>
<translation id="2765601181281280493">การตั้งค่านโยบายจะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่ขอให้ผู้ใช้ให้สิทธิ์เข้าถึงพอร์ตอนุกรมไม่ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="DEFAULT_SERIAL_GUARD_SETTING_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
สำหรับรูปแบบ URL ที่ไม่ตรงกับนโยบาย <ph name="SERIAL_ASK_FOR_URLS_POLICY_NAME" /> (หากมีการจับคู่) <ph name="DEFAULT_SERIAL_GUARD_SETTING_POLICY_NAME" /> (หากตั้งค่าไว้) หรือการตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีความสำคัญเหนือกว่าตามลำดับข้างต้น
รูปแบบ URL ต้องไม่ขัดแย้งกับ <ph name="SERIAL_ASK_FOR_URLS_POLICY_NAME" /> ไม่มีนโยบายที่จะมีความสำคัญสูงกว่าหาก URL ตรงกับทั้ง 2 นโยบาย
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ <ph name="URL_LABEL" /> ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="2769952903507981510">กำหนดค่าชื่อโดเมนที่จำเป็นสำหรับโฮสต์การเข้าถึงระยะไกล</translation>
<translation id="2787173078141616821">รายงานข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของ Android</translation>
<translation id="2787774054174244402">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" จะทำให้ผู้ใช้เขียนลงในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกไม่ได้
หากคุณตั้งค่า ExternalStorageReadOnly เป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่า ผู้ใช้จะสร้างและแก้ไขไฟล์ได้ในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกที่เป็นแบบเขียนได้ เว้นแต่ที่จัดเก็บข้อมูลภายนอกจะถูกบล็อกไว้ (คุณบล็อกที่จัดเก็บข้อมูลภายนอกได้โดยตั้งค่า ExternalStorageDisable เป็น "จริง")</translation>
<translation id="2796714419743648316">รายการที่อนุญาตสำหรับการจำกัดเวลาต่อแอป</translation>
<translation id="2796896367838042659">นโยบายนี้ระบุว่าแอปพลิเคชันและ URL ใดควรจะได้รับอนุญาตพิเศษสำหรับข้อจำกัดการใช้งานต่อแอป
รายการที่อนุญาตพิเศษที่กำหนดจะใช้กับแอปที่ติดตั้งใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> สำหรับผู้ใช้รายที่มีการจำกัดเวลาต่อแอป
รายการที่อนุญาตพิเศษที่กำหนดจะใช้กับบัญชีผู้ใช้ที่เป็นเด็กและมีผลเฉพาะเมื่อมีการตั้งค่านโยบาย <ph name="PER_APP_TIME_LIMITS_POLICY_NAME" />
รายการที่อนุญาตพิเศษที่กำหนดจะใช้กับแอปพลิเคชันและ URL เพื่อไม่ให้ถูกบล็อกโดยการจำกัดเวลาต่อแอป
การเข้าถึง URL ที่อนุญาตพิเศษจะไม่นับรวมในการจำกัดเวลาของ Chrome
เพิ่มนิพจน์ทั่วไปของ URL ไปยังรายการ |url_list| เพื่อเพิ่ม URL ที่ตรงกับนิพจน์ทั่วไปใดๆ ในรายการลงในรายการที่อนุญาตพิเศษ
เพิ่มแอปพลิเคชันพร้อม |app_id| และ |app_type| ของแอปไปยังรายการ |app_list| เพื่อเพิ่มแอปพลิเคชันนั้นลงในรายการที่อนุญาตพิเศษ
นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้ว โปรดใช้ <ph name="PER_APP_TIME_LIMITS_ALLOWLIST" /> แทน
</translation>
<translation id="2799297758492717491">อนุญาตการเล่นสื่ออัตโนมัติในรายการรูปแบบ URL ที่อนุญาตพิเศษ</translation>
<translation id="2801065672151277034">การตั้งค่าการจัดการใบรับรอง</translation>
<translation id="2801155097555584385">ตั้งค่าการเริ่มชาร์จแบตเตอรี่ที่กำหนดเองเป็นเปอร์เซ็นต์</translation>
<translation id="2805707493867224476">อนุญาตให้ไซต์ทั้งหมดแสดงป๊อปอัป</translation>
<translation id="2808013382476173118">เปิดใช้เซิร์ฟเวอร์ STUN เมื่อไคลเอ็นต์ระยะไกลพยายามสร้างการเชื่อมต่อกับเครื่องนี้
หากเปิดใช้การตั้งค่านี้ ไคลเอ็นต์ระยะไกลจะสามารถค้นพบและเชื่อมต่อกับเครื่องนี้แม้ว่าจะถูกกั้นโดยไฟร์วอลล์
หากปิดใช้การตั้งค่านี้และไฟร์วอลล์กรองการเชื่อมต่อ UDP ขาออก เครื่องนี้จะอนุญาตการเชื่อมต่อจากเครื่องไคลเอ็นต์ภายใน LAN เท่านั้น
หากไม่กำหนดค่านโยบายนี้ จะมีการเปิดใช้การตั้งค่า</translation>
<translation id="2813281962735757923">นโยบายนี้ควบคุมช่วงเวลาที่ไม่อนุญาตให้ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> ตรวจหาอัปเดตโดยอัตโนมัติ
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้ด้วยช่วงเวลาที่ไม่ใช่รายการที่ว่างเปล่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้
อุปกรณ์จะตรวจหาอัปเดตโดยอัตโนมัติไม่ได้ระหว่างช่วงเวลาที่ระบุ อุปกรณ์ที่ต้องย้อนกลับเวอร์ชันหรือมีเวอร์ชัน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> ต่ำกว่าขั้นต่ำจะไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้เพราะอาจมีปัญหาความปลอดภัย นอกจากนี้ นโยบายนี้จะไม่บล็อกการตรวจหาอัปเดตที่ผู้ใช้หรือผู้ดูแลระบบขอ
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้หรือไม่ได้ใส่ช่วงเวลา สิ่งที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้
นโยบายนี้จะไม่บล็อกการตรวจหาอัปเดตอัตโนมัติ แต่นโยบายอื่นๆ อาจบล็อกการตรวจหา ฟีเจอร์นี้จะเปิดใช้เฉพาะในอุปกรณ์ Chrome ที่กำหนดค่าเป็นคีออสก์ที่เปิดอัตโนมัติ นโยบายนี้ไม่ได้จำกัดอุปกรณ์อื่นๆ</translation>
<translation id="2818074121667686266">เมื่อตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่า ผู้ใช้จะได้รับข้อความแจ้งหากมีการเข้าถึงการจับเสียง ยกเว้นใน URL ที่ตั้งค่าไว้ในรายการ AudioCaptureAllowedUrls
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะปิดข้อความแจ้ง และการจับเสียงจะใช้ได้เฉพาะกับ URL ที่ตั้งค่าไว้ในรายการ AudioCaptureAllowedUrls เท่านั้น
หมายเหตุ: นโยบายนี้มีผลกับอินพุตเสียงทั้งหมด (ไม่ใช่แค่ไมโครโฟนในตัว)</translation>
<translation id="2823870601012066791">ตำแหน่งรีจิสทรีของ Windows สำหรับไคลเอ็นต์ของ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> คือ</translation>
<translation id="2824715612115726353">เปิดใช้งานโหมดไม่ระบุตัวตน</translation>
<translation id="2829975392104323514">นโยบายนี้ควบคุมว่าจะรายงานข้อมูลที่สามารถใช้ระบุเครื่องหรือไม่ เช่น ชื่อเครื่องและที่อยู่ของเครือข่าย
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบาย <ph name="CLOUD_REPORTING_ENABLED_POLICY_NAME" /> หรือตั้งค่าเป็นปิดใช้ นโยบายนี้จะไม่มีผล
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้หรือตั้งค่าเป็น "จริง" ระบบจะรวบรวมข้อมูลที่ใช้ระบุเครื่องได้
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ระบบจะไม่รวบรวมข้อมูลที่ใช้ระบุเครื่องได้
นโยบายนี้จะมีผลเมื่อลงทะเบียนเครื่องกับ <ph name="CLOUD_MANAGEMENT_ENROLLMENT_TOKEN" /> สำหรับ <ph name="PRODUCT_NAME" /> เท่านั้น</translation>
<translation id="283478052049914107">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" และการป้อนพอร์ตที่ไม่ใช่มาตรฐาน (กล่าวคือ พอร์ตอื่นใดที่ไม่ใช่ 80 หรือ 443) จะรวมพอร์ตนั้นใน Kerberos SPN ที่สร้างขึ้นมา
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าหมายความว่า จะไม่มีการรวมพอร์ตใน Kerberos SPN ที่สร้างขึ้นมา</translation>
<translation id="283695852388224413">หากตั้งค่านโยบาย ระบบจะบังคับใช้ความยาว PIN สูงสุดที่กำหนดค่าไว้ ค่า 0 หรือน้อยกว่านี้หมายถึงไม่มีความยาวสูงสุด ในกรณีนี้ผู้ใช้จะตั้ง PIN ที่มีความยาวเท่าใดก็ได้ หากตั้งค่าไว้น้อยกว่า <ph name="PIN_UNLOCK_MINIMUM_LENGTH_POLICY_NAME" /> แต่มากกว่า 0 ความยาวสูงสุดจะเท่ากับความยาวขั้นต่ำ
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบาย ระบบจะไม่บังคับใช้ความยาวสูงสุด</translation>
<translation id="2838830882081735096">ไม่อนุญาตให้ย้ายข้อมูลและใช้ ARC</translation>
<translation id="2839294585867804686">การตั้งค่าพื้นที่แชร์ไฟล์ของเครือข่าย</translation>
<translation id="284288632677954003">URL ของไฟล์ XML ที่มี URL ที่ไม่ควรทริกเกอร์การเปลี่ยนเบราว์เซอร์</translation>
<translation id="2854607717796010700">รายงานข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยความจำของอุปกรณ์
หากตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" หรือไม่ได้ตั้งค่า จะไม่มีการรายงานข้อมูล
หากตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" จะมีการรายงานข้อมูลหน่วยความจำของอุปกรณ์</translation>
<translation id="285480231336205327">เปิดใช้งานโหมดความคมชัดสูง</translation>
<translation id="2854919890879212089">เป็นสาเหตุให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ใช้เครื่องพิมพ์เริ่มต้นของระบบเป็นทางเลือกเริ่มต้นในหน้าตัวอย่างก่อนพิมพ์ แทนเครื่องพิมพ์ที่ใช้งานล่าสุด
หากคุณปิดใช้การตั้งค่านี้หรือไม่กำหนดค่า หน้าตัวอย่างก่อนพิมพ์จะใช้เครื่องพิมพ์ที่ใช้งานล่าสุดเป็นทางเลือกปลายทางเริ่มต้น
หากคุณเปิดใช้การตั้งค่านี้ หน้าตัวอย่างก่อนพิมพ์จะใช้เครื่องพิมพ์เริ่มต้นของระบบปฏิบัติการเป็นทางเลือกปลายทางเริ่มต้น</translation>
<translation id="285627849510728211">ตั้งค่ากำหนดวันของโหมดการชาร์จแบตเตอรี่ขั้นสูง</translation>
<translation id="2856674246949497058">ย้อนกลับไปใช้เวอร์ชันเป้าหมายและใช้เวอร์ชันเป้าหมายเสมอหากใช้ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันที่ใหม่กว่า ทำ Powerwash ในขั้นตอนนี้</translation>
<translation id="2869762730352628426">เปิดใช้ฟีเจอร์คลิกอัตโนมัติในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ</translation>
<translation id="2872961005593481000">ปิด</translation>
<translation id="2874209944580848064">หมายเหตุสำหรับอุปกรณ์ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> ที่รองรับแอป Android:</translation>
<translation id="2875192972412983412">ระบุเซิร์ฟเวอร์การพิมพ์ส่วนหนึ่งที่จะใช้สำหรับค้นหาเครื่องพิมพ์ในเซิร์ฟเวอร์
หากใช้นโยบายนี้ จะมีเพียงเครื่องพิมพ์ในเซิร์ฟเวอร์ที่มี ID ตรงกับค่าในนโยบายนี้เท่านั้นที่พร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้
ID ดังกล่าวต้องตรงกับช่อง ID ในไฟล์ที่ระบุไว้ใน <ph name="EXTERNAL_PRINT_SERVERS_POLICY" />
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะไม่มีการกรองและใช้เซิร์ฟเวอร์การพิมพ์ทั้งหมดในการค้นหา</translation>
<translation id="2877225735001246144">ปิดใช้งานการค้นหา CNAME เมื่อมีการเจรจาตรวจสอบสิทธิ์ Kerberos</translation>
<translation id="2886215882246310669">ควบคุมว่า <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะอนุญาตให้เพิ่มบัญชีผู้ใช้ Family Link บัญชีใหม่ลงในอุปกรณ์หรือไม่
นโยบายนี้จะมีประโยชน์เมื่อใช้ร่วมกับ <ph name="DEVICE_USER_ALLOWLIST_POLICY_NAME" /> ซึ่งจะอนุญาตให้มีการเพิ่มบัญชี Family Link นอกเหนือจากบัญชีที่ระบุไว้ในรายการที่อนุญาต
นโยบายนี้ไม่มีผลต่อลักษณะการทำงานของนโยบายลงชื่อเข้าใช้อื่นๆ กล่าวโดยเจาะจงคือจะไม่มีผลในกรณีต่อไปนี้
- มีการปิดใช้การเพิ่มผู้ใช้ใหม่ในอุปกรณ์ด้วยนโยบาย <ph name="DEVICE_ALLOW_NEW_USERS_POLICY_NAME" />
- มีการอนุญาตให้เพิ่มผู้ใช้ทั้งหมดด้วยนโยบาย <ph name="DEVICE_USER_ALLOWLIST_POLICY_NAME" />
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" (หรือไม่กำหนดค่า) กฎเพิ่มเติมอื่นๆ จะไม่มีผลกับบัญชี Family Link
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" ระบบจะอนุญาตให้เพิ่มบัญชีผู้ใช้ Family Link บัญชีใหม่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ใน <ph name="DEVICE_USER_ALLOWLIST_POLICY_NAME" /></translation>
<translation id="2886969306951284125">หากแอป Android เปิดอยู่ การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" ก็จะทำให้อุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้รายงานข้อมูลสถานะ Android
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้อุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้ไม่รายงานข้อมูลสถานะ Android</translation>
<translation id="2890645751406497668">ให้สิทธิ์เว็บไซต์เหล่านี้โดยอัตโนมัติในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ USB ที่มีรหัสผู้ให้บริการและรหัสผลิตภัณฑ์ที่ระบุ</translation>
<translation id="2892414556511568464">จำกัดโหมดการพิมพ์ 2 ด้าน ระบบจะถือว่าไม่มีข้อจำกัดหากไม่ได้ตั้งค่านโยบายหรือค่าว่างเปล่า</translation>
<translation id="2893546967669465276">ส่งบันทึกของระบบไปยังเซิร์ฟเวอร์การจัดการ</translation>
<translation id="2899002520262095963">แอป Android สามารถใช้การกำหนดค่าเครือข่ายและใบรับรอง CA ที่ตั้งค่าผ่านนโยบายนี้ได้ แต่จะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงตัวเลือกการตั้งค่าบางอย่าง</translation>
<translation id="2899213072616346687">จำกัดโหมดการพิมพ์กราฟิกพื้นหลัง ระบบจะถือว่าไม่มีข้อจำกัดหากไม่ได้ตั้งค่านโยบาย</translation>
<translation id="290002216614278247">ให้คุณล็อกเซสชันของผู้ใช้ตามเวลาของไคลเอ็นต์หรือโควต้าการใช้งานประจำวัน
|time_window_limit| ระบุกรอบเวลารายวันที่ควรล็อกเซสชันของผู้ใช้ เรารองรับ 1 กฎต่อแต่ละวันในสัปดาห์เท่านั้น ดังนั้นอาร์เรย์ |entries| จึงอาจมีขนาดต่างกันไปตั้งแต่ 0-7 |starts_at| และ |ends_at| คือจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของขีดจำกัดกรอบเวลา เมื่อ |ends_at| น้อยกว่า |starts_at| หมายความว่า |time_limit_window| สิ้นสุดในวันต่อมา |last_updated_millis| คือการประทับเวลาครั้งล่าสุดตามเขตเวลา UTC ซึ่งมีการอัปเดตเวลานี้ ระบบส่งเวลาเป็นสตริงเนื่องจากการประทับเวลาไม่เข้ากับจำนวนเต็ม
|time_usage_limit| ระบุโควต้าการอยู่หน้าจอรายวัน ดังนั้นเมื่อผู้ใช้ใช้งานถึงระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ระบบจะล็อกเซสชันของผู้ใช้ มีคุณสมบัติ 1 รายการสำหรับแต่ละวันในสัปดาห์ ซึ่งควรตั้งค่าเฉพาะเมื่อมีโควต้าที่ใช้งานอยู่ของวันนั้นๆ |usage_quota_mins| คือระยะเวลาในแต่ละวันที่ผู้ใช้จะใช้อุปกรณ์ที่มีการจัดการได้ และ |reset_at| คือเวลาที่มีการต่ออายุโควต้าการใช้งาน ค่าเริ่มต้นของ |reset_at| คือเที่ยงคืน ({'hour': 0, 'minute': 0}) |last_updated_millis| คือการประทับเวลาครั้งล่าสุดตามเขตเวลา UTC ซึ่งมีการอัปเดตเวลานี้ ระบบส่งเวลาเป็นสตริงเนื่องจากการประทับเวลาไม่เข้ากับจำนวนเต็ม
|overrides| มีไว้เพื่อทำให้กฎก่อนหน้าอย่างน้อย 1 ข้อใช้งานไม่ได้ชั่วคราว
* หากทั้ง time_window_limit และ time_usage_limit ไม่ได้ทำงานอยู่ ระบบอาจใช้ |LOCK| เพื่อล็อกอุปกรณ์
* |LOCK| จะล็อกเซสชันของผู้ใช้ชั่วคราวจนกว่าจะถึง time_window_limit ครั้งต่อไป หรือ time_usage_limit เริ่มต้นขึ้น
* |UNLOCK| จะปลดล็อกเซสชันของผู้ใช้ที่ล็อกด้วย time_window_limit หรือ time_usage_limit
|created_time_millis| คือการประทับเวลาการสร้างการลบล้างตามเขตเวลา UTC ระบบส่งเวลาเป็นสตริงเนื่องจากการประทับเวลาไม่เข้ากับจำนวนเต็ม และใช้เพื่อตัดสินว่ายังควรใช้การลบล้างนี้อยู่หรือไม่ หากฟีเจอร์ขีดจำกัดเวลาใช้งานปัจจุบัน (ขีดจำกัดการใช้เวลาหรือขีดจำกัดกรอบเวลา) เริ่มต้นหลังจากที่สร้างการลบล้าง ก็จะไม่ดำเนินการใดๆ นอกจากนี้ หากมีการสร้างการลบล้างก่อนการเปลี่ยนแปลง time_window_limit หรือ time_usage_window ซึ่งใช้อยู่ครั้งล่าสุด ระบบจะไม่ใช้การลบล้างนี้
ส่งการลบล้างหลายรายการได้แต่ระบบจะใช้รายการล่าสุดที่ถูกต้อง</translation>
<translation id="2901725272378498025">เปิดใช้คำเตือนด้านความปลอดภัยสำหรับการติดธงบรรทัดคำสั่ง</translation>
<translation id="2905984450136807296">อายุการใช้งานของแคชข้อมูลการตรวจสอบสิทธิ์</translation>
<translation id="2906874737073861391">รายการส่วนขยายของ AppPack</translation>
<translation id="2908277604670530363">จำนวนสูงสุดของการเชื่อมต่อพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์พร้อมกัน</translation>
<translation id="2919544577647246857">กำหนดรายชื่อผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ระบบอุปกรณ์ โดยใช้รูปแบบ <ph name="USER_ALLOWLIST_ENTRY_FORMAT" /> เช่น <ph name="USER_WHITELIST_ENTRY_EXAMPLE" /> หากต้องการอนุญาตผู้ใช้ใดก็ได้ในโดเมน ให้ใช้รูปแบบ <ph name="USER_ALLOWLIST_ENTRY_WILDCARD" />
หากไม่กำหนดค่านโยบายนี้ ก็จะไม่มีการจำกัดผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตให้ลงชื่อเข้าใช้ โปรดทราบว่าการสร้างผู้ใช้ใหม่ยังคงต้องมีการกำหนดค่าของนโยบาย <ph name="DEVICE_ALLOW_NEW_USERS_POLICY_NAME" /> อย่างเหมาะสม
หากมีการเปิดใช้ <ph name="DEVICE_FAMILY_LINK_ACCOUNTS_ALLOWED_POLICY_NAME" /> ระบบจะอนุญาตให้เพิ่มผู้ใช้ Family Link นอกเหนือจากบัญชีที่ระบุไว้ในนโยบายนี้</translation>
<translation id="2921222258441684334">การตั้งค่านโยบายเป็น 1 จะให้เว็บไซต์ติดตามสถานที่ตั้งจริงของผู้ใช้เป็นสถานะเริ่มต้นได้ การตั้งค่านโยบายเป็น 2 จะปฏิเสธการติดตามนี้โดยค่าเริ่มต้น คุณตั้งค่านี้ได้เพื่อถามทุกครั้งที่เว็บไซต์ต้องการติดตามสถานที่ตั้งจริงของผู้ใช้
การไม่ตั้งค่านโยบายนี้หมายความว่านโยบาย <ph name="ASK_GEOLOCATION_POLICY_NAME" /> จะมีผล แต่ผู้ใช้เปลี่ยนการตั้งค่านี้ได้</translation>
<translation id="2940127076681735544">การตั้งค่านโยบายนี้เป็น URL ที่ถูกต้องจะทำให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ดาวน์โหลดรายการเว็บไซต์จาก URL นั้นและใช้กฎเหมือนกับว่าได้รับการกำหนดค่าด้วยนโยบาย <ph name="SITELIST_POLICY_NAME" />
การไม่ได้ตั้งค่านโยบาย (หรือตั้งค่าเป็น URL ที่ไม่ถูกต้อง) หมายความว่า <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะไม่ใช้นโยบายนี้เป็นที่มาของกฎสำหรับการเปลี่ยนเบราว์เซอร์
หมายเหตุ: นโยบายนี้ชี้ไปยังไฟล์ XML ในรูปแบบเดียวกับนโยบาย <ph name="IEEM_SITELIST_POLICY" /> ของ <ph name="IE_PRODUCT_NAME" /> โดยจะโหลดกฎจากไฟล์ XML แต่ไม่แชร์กฎเหล่านั้นกับ <ph name="IE_PRODUCT_NAME" /> ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบาย <ph name="IEEM_SITELIST_POLICY" /> ของ <ph name="IE_PRODUCT_NAME" /> ได้ที่ https://docs.microsoft.com/internet-explorer/ie11-deploy-guide/what-is-enterprise-mode</translation>
<translation id="2949765875529121431">การตั้งค่านโยบายจะเป็นการระบุรายชื่อโฮสต์ที่ได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบนโยบาย HSTS ที่อาจอัปเกรดคำขอจาก http เป็น https นโยบายนี้อนุญาตเฉพาะชื่อโฮสต์ที่ติดป้ายกำกับป้ายเดียวเท่านั้น ชื่อโฮสต์ต้องกำหนดเป็น Canonical ซึ่งหมายความว่าต้องแปลง IDN ทั้งหมดเป็นรูปแบบ A-label และตัวอักษร ASCII ทั้งหมดต้องเป็นตัวพิมพ์เล็ก นโยบายนี้มีผลเฉพาะกับชื่อโฮสต์ที่ระบุไว้บางรายการเท่านั้น ไม่ใช่กับโดเมนย่อยของชื่อที่ระบุ</translation>
<translation id="2952347049958405264">ข้อจำกัด:</translation>
<translation id="2957047180944828740">ระบุว่าจะอนุญาตให้เว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยส่งคำขอไปยังปลายทางเครือข่ายที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าหรือไม่</translation>
<translation id="2957506574938329824">ไม่อนุญาตให้เว็บไซต์ใดๆ ขอสิทธิ์เข้าถึงอุปกรณ์บลูทูธผ่าน Web Bluetooth API</translation>
<translation id="2957513448235202597">ประเภทบัญชีสำหรับการตรวจสอบสิทธิ์ <ph name="HTTP_NEGOTIATE" /></translation>
<translation id="2959469725686993410">ส่งจุดเข้าใช้งาน Wi-Fi ไปยังเซิร์ฟเวอร์ทุกครั้งขณะค้นหาเขตเวลา</translation>
<translation id="2959898425599642200">กฎการข้ามพร็อกซี</translation>
<translation id="2960128438010718932">กำหนดการใช้อัปเดตใหม่แบบทีละขั้น</translation>
<translation id="2960691910306063964">เปิดหรือปิดใช้การตรวจสอบสิทธิ์โดยไม่ใช้ PIN สำหรับโฮสต์การเข้าถึงระยะไกล</translation>
<translation id="2969797921412053304">นโยบายนี้กำหนดค่าว่า URL ใดจะได้รับสิทธิ์ให้ใช้เอกสารรับรองระยะไกลของข้อมูลประจำตัวของอุปกรณ์ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการของ SAML ในหน้าจอลงชื่อเข้าใช้
กล่าวโดยละเอียดคือ หาก URL ตรงกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่จัดเตรียมไว้ให้ผ่านนโยบายนี้ URL ดังกล่าวจะได้รับส่วนหัวแบบ HTTP ซึ่งมีการตอบสนองต่อภารกิจตามเอกสารรับรองระยะไกล ข้อมูลประจำตัวของอุปกรณ์รับรอง และสถานะของอุปกรณ์
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้หรือตั้งค่าเป็นรายการที่ว่างเปล่า จะไม่มี URL ได้รับอนุญาตให้ใช้เอกสารรับรองระยะไกลในหน้าจอลงชื่อเข้าใช้
URL ต้องมีรูปแบบ HTTPS เช่น "https://example.com"
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ URL ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="2985927503455169394">ใช้โหมดเริ่มต้นของการเริ่มต้นใช้งาน Assistant</translation>
<translation id="2987155890997901449">เปิดใช้ ARC</translation>
<translation id="2987227569419001736">ควบคุมการใช้ Web Bluetooth API</translation>
<translation id="2988481278211008583">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หมายความว่า ค่าของคีย์ไฟล์ Manifest <ph name="REQUIRED_PLATFORM_VERSION" /> ของแอปคีออสก์ที่เปิดอัตโนมัติด้วยความล่าช้าเป็น 0 จะใช้เป็นคำนำหน้าเวอร์ชันเป้าหมายการอัปเดตอัตโนมัติ
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าหมายความว่า ระบบจะไม่สนใจคีย์ไฟล์ Manifest ของ <ph name="REQUIRED_PLATFORM_VERSION" /> และการอัปเดตอัตโนมัติจะดำเนินการไปตามปกติ
คำเตือน: อย่ามอบสิทธิ์ควบคุมเวอร์ชันของ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> กับแอปคีออสก์ เพราะอาจขัดขวางไม่ให้อุปกรณ์ได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์และการแก้ไขด้านความปลอดภัยที่สำคัญ การมอบสิทธิ์ควบคุมเวอร์ชันของ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> อาจทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในความเสี่ยง</translation>
<translation id="299519952839316970">โปรดทราบว่าจะมีการเลิกใช้งานและนำนโยบายนี้ออกใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> เวอร์ชัน 88 และไม่รองรับเซสชันสาธารณะอีกต่อไป โปรดใช้ <ph name="DEVICE_LOCAL_ACCOUNTS_POLICY_NAME" /> เพื่อกำหนดค่าเซสชันผู้เยี่ยมชมที่มีการจัดการแทน
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" เซสชันผู้เยี่ยมชมที่มีการจัดการจะทำงานตามลักษณะที่บันทึกไว้ใน https://support.google.com/chrome/a/answer/3017014 - "เซสชันสาธารณะ" มาตรฐาน
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" หรือไม่ได้ตั้งค่า เซสชันผู้เยี่ยมชมที่มีการจัดการจะใช้ลักษณะการทำงานของ "เซสชันที่มีการจัดการ" ซึ่งจะยกเลิกข้อจำกัดจำนวนมากที่มีอยู่ใน "เซสชันสาธารณะ" ทั่วไป
หากมีการตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนแปลงหรือลบล้างนโยบายไม่ได้</translation>
<translation id="3001285126226650303">อนุญาตให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> โหลดนโยบายทดลอง
คำเตือน: นโยบายทดลองไม่ได้มาพร้อมการสนับสนุนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกนำออกโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบสำหรับเวอร์ชันในอนาคตของเบราว์เซอร์
นโยบายทดลองอาจยังไม่เสร็จสมบูรณ์หรือยังมีข้อบกพร่องที่ทราบแล้วหรือยังไม่ทราบ ระบบอาจเปลี่ยนแปลงหรือนำนโยบายออกโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบ การเปิดใช้นโยบายทดลองอาจทำให้คุณสูญเสียข้อมูลในเบราว์เซอร์หรือทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัวของคุณ
หากนโยบายไม่ได้อยู่ในรายการและยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เวอร์ชันเบต้าและเวอร์ชันเสถียรจะไม่สนใจค่าของนโยบาย
หากนโยบายอยู่ในรายการและยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ระบบจะใช้ค่าของนโยบาย
นโยบายนี้ไม่มีผลต่อนโยบายที่เปิดตัวไปแล้ว</translation>
<translation id="3016255526521614822">อนุญาตพิเศษให้แอปสำหรับจดโน้ตแสดงในหน้าจอล็อกของ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /></translation>
<translation id="3020953534071988875">การกำหนดค่านโยบายนี้จะอนุญาต/ไม่อนุญาตการตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์สำหรับโปรไฟล์ที่ไม่ระบุตัวตนและโปรไฟล์ผู้เยี่ยมชมใน <ph name="PRODUCT_NAME" />
การตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์คือการตรวจสอบสิทธิ์ http ด้วยข้อมูลเข้าสู่ระบบเริ่มต้นหากไม่ได้ระบุข้อมูลเข้าสู่ระบบที่ชัดแจ้งผ่านรูปแบบคำถาม/คำตอบแบบ NTLM/Kerberos/Negotiate
การตั้งค่าเป็น <ph name="REGULAR_ONLY_OPTION_NAME" /> (ค่า 0) จะอนุญาตการตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์สำหรับเซสชันปกติเท่านั้น เซสชันไม่ระบุตัวตนและเซสชันผู้เยี่ยมชมจะไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์
การตั้งค่าเป็น <ph name="INCOGNITO_AND_REGULAR_OPTION_NAME" /> (ค่า 1) จะอนุญาตการตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์สำหรับเซสชันไม่ระบุตัวตนและเซสชันปกติ เซสชันผู้เยี่ยมชมจะไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์
การตั้งค่าเป็น <ph name="GUEST_AND_REGULAR_OPTION_NAME" /> (ค่า 2) จะอนุญาตการตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์สำหรับเซสชันผู้เยี่ยมชมและเซสชันปกติ เซสชันไม่ระบุตัวตนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์
การตั้งค่าเป็น <ph name="ALL_OPTION_NAME" /> (ค่า 3) จะอนุญาตการตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์สำหรับทุกเซสชัน
โปรดทราบว่าระบบจะอนุญาตการตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์ในโปรไฟล์ปกติเสมอ
ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> เวอร์ชัน 81 ขึ้นไป หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะเปิดใช้การตรวจสอบสิทธิ์แบบแอมเบียนท์เฉพาะในเซสชันปกติ</translation>
<translation id="3021288356473993647">นโยบายนี้ควบคุมการตรวจสอบ URL แบบเรียลไทม์เพื่อระบุ URL ที่เป็นอันตราย
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้หรือตั้งค่าเป็น "ปิดใช้" ระบบจะใช้การตรวจสอบกับ Google Safe Browsing สำหรับผู้บริโภค การตรวจสอบกับ Google Safe Browsing สำหรับผู้บริโภคยังคงรวมการค้นหาแบบเรียลไทม์ได้อยู่ โดยขึ้นอยู่กับค่าของการตั้งค่า "ปรับปรุงการค้นหาและการท่องเว็บให้ดียิ่งขึ้น" และค่าของนโยบาย UrlKeyedAnonymizedDataCollectionEnabled
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เปิดใช้" ระบบจะส่ง URL ไปสแกนแบบเรียลไทม์ตามข้อกำหนดในการให้บริการขององค์กร ซึ่งจะทำให้ Chrome ส่ง URL ไปยัง Google Cloud หรือบุคคลที่สามที่คุณเลือกเพื่อตรวจสอบ URL เหล่านั้นแบบเรียลไทม์ ระบบจะปิดการค้นหาแบบเรียลไทม์ของ Google Safe Browsing เวอร์ชันสำหรับผู้บริโภค
นโยบายนี้ตั้งค่าได้จากคอนโซล Google Admin เท่านั้น</translation>
<translation id="3021562480854470924">อนุญาตให้มีจุดการย้อนกลับ</translation>
<translation id="3023572080620427845">URL ของไฟล์ XML ที่มี URL ที่จะโหลดในเบราว์เซอร์สำรอง</translation>
<translation id="3025855836862205995">นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้ว โปรดใช้นโยบาย "<ph name="EXTENSION_INSTALL_BLOCKLIST_POLICY_NAME" />" แทน
การตั้งค่านโยบายจะระบุส่วนขยายที่ผู้ใช้ติดตั้งไม่ได้ ส่วนขยายที่ห้ามไว้แต่ติดตั้งไปแล้วจะปิดไป และผู้ใช้จะเปิดใช้ไม่ได้อีก ถ้านำส่วนขยายที่ห้ามไว้ออกจากรายการที่บล็อก ส่วนขยายนั้นจะเปิดใช้อีกครั้งโดยอัตโนมัติ ใช้ค่า <ph name="ALL_EXTENSIONS" /> เพื่อห้ามใช้ส่วนขยายทั้งหมด ยกเว้นส่วนขยายที่อนุญาตไว้อย่างชัดแจ้ง
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบาย ผู้ใช้จะติดตั้งส่วนขยายใดก็ได้ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /></translation>
<translation id="3026740867910702435">เปิดใช้ฟีเจอร์การช่วยเหลือพิเศษด้วยเคอร์เซอร์ขนาดใหญ่ในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" ระบบจะเปิดใช้เคอร์เซอร์ขนาดใหญ่ในหน้าจอการเข้าสู่ระบบอยู่เสมอ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ระบบจะปิดใช้เคอร์เซอร์ขนาดใหญ่ในหน้าจอการเข้าสู่ระบบอยู่เสมอ
หากตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนหรือลบล้างไม่ได้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะปิดใช้เคอร์เซอร์ขนาดใหญ่ในหน้าจอการเข้าสู่ระบบในขั้นต้นแต่ผู้ใช้เปิดใช้ได้ทุกเมื่อ</translation>
<translation id="3030000825273123558">เปิดใช้งานการรายงานเมตริก</translation>
<translation id="3038323923255997294">เรียกใช้แอปพลิเคชันพื้นหลังต่อไปเมื่อปิด <ph name="PRODUCT_NAME" /></translation>
<translation id="3041887182529293512">การตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะแสดงคำแนะนำเนื้อหาซึ่งสร้างโดยอัตโนมัติในหน้าแท็บใหม่ โดยอิงจากประวัติการท่องเว็บ ความสนใจ หรือตำแหน่งของผู้ใช้
การตั้งค่านโยบายเป็น "เท็จ" จะป้องกันไม่ให้คำแนะนำเนื้อหาซึ่งสร้างโดยอัตโนมัติแสดงในหน้าแท็บใหม่</translation>
<translation id="3046192273793919231">ส่งแพ็กเก็ตเครือข่ายไปยังเซิร์ฟเวอร์การจัดการเพื่อติดตามดูสถานะการออนไลน์</translation>
<translation id="3047732214002457234">ควบคุมวิธีที่การทำความสะอาด Chrome รายงานข้อมูลไปยัง Google</translation>
<translation id="3048744057455266684">หากนโยบายนี้ถูกตั้งค่าไว้และ URL ค้นหาที่แถบอเนกประสงค์แนะนำมีพารามิเตอร์นี้ในสตริงข้อความค้นหาหรือในตัวระบุชิ้นส่วน คำแนะนำจะแสดงคำค้นหาและผู้ให้บริการค้นหาแทน URL ค้นหาดิบ
นโยบายนี้ไม่บังคับ หากไม่ตั้งค่านโยบาย จะไม่มีการแทนที่คำค้นหา
นโยบายนี้มีผลต่อเมื่อเปิดใช้งานนโยบาย "DefaultSearchProviderEnabled"</translation>
<translation id="3053265701996417839">Microsoft Windows 7</translation>
<translation id="3066446511111537292">อนุญาตให้ผู้ใช้ที่เชื่อมโยงของอุปกรณ์นี้ใช้การโหลดจากแหล่งที่ไม่รู้จักของ ADB</translation>
<translation id="3072045631333522102">โปรแกรมรักษาหน้าจอที่จะใช้ในหน้าจอการลงชื่อเข้าใช้ในโหมดปลีก</translation>
<translation id="3072788420987305247">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะแสดงตัวควบคุมสื่อในหน้าจอล็อกในกรณีที่ผู้ใช้ล็อกอุปกรณ์เมื่อสื่อกำลังเล่นอยู่
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะเปิดตัวควบคุมสื่อเมื่อหน้าจอล็อกปิดอยู่</translation>
<translation id="3072847235228302527">ตั้งข้อกำหนดในการให้บริการสำหรับบัญชีภายในอุปกรณ์</translation>
<translation id="3086995894968271156">กำหนดค่า Cast Receiver ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /></translation>
<translation id="3091832372132789233">ชาร์จแบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับแหล่งจ่ายไฟภายนอกเป็นหลัก</translation>
<translation id="309416443108680956">ระบุสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้ที่ตรวจสอบสิทธิ์ผ่านโทเค็นความปลอดภัย (เช่น ด้วยสมาร์ทการ์ด) นำโทเค็นดังกล่าวออกขณะอยู่ในเซสชัน <ph name="SECURITY_TOKEN_SESSION_BEHAVIOR_IGNORE" />: ไม่มีอะไรเกิดขึ้น <ph name="SECURITY_TOKEN_SESSION_BEHAVIOR_LOCK" />: หน้าจอจะล็อกจนกว่าผู้ใช้จะตรวจสอบสิทธิ์อีกครั้ง <ph name="SECURITY_TOKEN_SESSION_BEHAVIOR_LOGOUT" />: เซสชันจะสิ้นสุดและนำผู้ใช้ออกจากระบบ หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะใช้ <ph name="SECURITY_TOKEN_SESSION_BEHAVIOR_IGNORE" /> เป็นค่าเริ่มต้น</translation>
<translation id="3096595567015595053">รายการปลั๊กอินที่เปิดใช้งาน</translation>
<translation id="3101501961102569744">เลือกวิธีระบุการตั้งค่าพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์</translation>
<translation id="3101709781009526431">วันที่และเวลา</translation>
<translation id="3110248563985502478">นโยบายนี้เลิกใช้งานไปแล้วในรุ่น M88 และ Chrome ไม่รองรับ Flash อีกต่อไป การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หมายความว่าระบบจะใช้ปลั๊กอินเก่าเป็นปลั๊กอินปกติ การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หมายความว่าจะไม่มีการใช้ปลั๊กอินเก่า
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่าระบบจะขออนุญาตผู้ใช้เพื่อเรียกใช้ปลั๊กอินเก่า</translation>
<translation id="3117676313396757089">คำเตือน: ระบบจะนำ DHE ออกจาก <ph name="PRODUCT_NAME" /> โดยสมบูรณ์หลังจากเวอร์ชัน 57 (ประมาณเดือนกันยายน 2017) จากนั้นนโยบายนี้จะหยุดทำงาน
หากไม่มีการตั้งค่านโยบายนี้หรือตั้งค่าเป็น False จะทำให้ไม่มีการเปิดใช้ชุดเข้ารหัส DHE ใน TLS มิเช่นนั้น อาจตั้งค่าเป็น True เพื่อเปิดใช้ชุดเข้ารหัส DHE และรักษาความเข้ากันได้กับเซิร์ฟเวอร์ที่ล้าสมัย ซึ่งการดำเนินการนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวและควรกำหนดค่าเซิร์เวอร์อีกครั้ง
ควรย้ายเซิร์ฟเวอร์ไปยังชุดเข้ารหัส ECDHE แต่หากไม่มี ให้ตรวจสอบว่าเปิดใช้ชุดเข้ารหัสที่ใช้กลไกการแลกเปลี่ยนคีย์ RSA อยู่</translation>
<translation id="3122082892722698079">ควบคุมการใช้ข้อยกเว้นเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัย</translation>
<translation id="3143265893557969814">หากตั้งค่านโยบายนี้ ประเภทข้อมูลที่ระบุไว้ทั้งหมดจะถูกยกเว้นจากการซิงค์ข้อมูลทั้งสำหรับ Google Sync และการซิงค์ข้อมูลโปรไฟล์โรมมิ่ง วิธีนี้อาจช่วยลดขนาดของโปรไฟล์โรมมิ่งหรือจำกัดประเภทข้อมูลที่อัปโหลดไปยังเซิร์ฟเวอร์ Google Sync
ประเภทข้อมูลปัจจุบันของนโยบายนี้ ได้แก่ "bookmarks", "preferences", "passwords", "autofill", "themes", "typedUrls", "extensions", "apps", "tabs", "wifiConfigurations" โดยชื่อประเภทข้อมูลเหล่านี้จะคำนึงถึงตัวพิมพ์เล็กหรือใหญ่</translation>
<translation id="3152425128389603870">ทำให้เดสก์ท็อปแบบรวมหลายหน้าจอพร้อมใช้งานและเปิดใช้โดยค่าเริ่มต้น</translation>
<translation id="3159375329008977062">อนุญาตให้ผู้ใช้ส่งออก/นำเข้าคอนเทนเนอร์ Crostini ผ่าน UI</translation>
<translation id="3165808775394012744">เรารวมนโยบายเหล่านี้ไว้ที่นี่เพื่อให้นำออกได้ง่ายๆ</translation>
<translation id="3166210414652928099">อนุญาตให้ผู้ใช้ใช้แอป Android จากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ</translation>
<translation id="316778957754360075">การตั้งค่านี้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ <ph name="PRODUCT_NAME" /> เวอร์ชัน 29 วิธีที่แนะนำในการตั้งค่าคอลเล็กชันส่วนขยาย/แอปที่โฮสต์โดยองค์กรคือการรวมไซต์ที่โฮสต์แพ็กเกจ CRX ใน ExtensionInstallSources และการวางลิงก์ดาวน์โหลดโดยตรงไปยังแพ็กเกจบนหน้าเว็บ ตัวเรียกใช้งานสำหรับหน้าเว็บนั้นสามารถถูกสร้างขึ้นโดยใช้นโยบาย ExtensionInstallForcelist</translation>
<translation id="3168968618972302728">นโยบายเกี่ยวกับการตรวจสอบสิทธิ์ Kerberos</translation>
<translation id="3171369832001535378">เทมเพลตชื่อโฮสต์เครือข่ายของอุปกรณ์</translation>
<translation id="3176903288465566098">หากเปิดใช้การตั้งค่านี้ ผู้ใช้ที่เลือกใช้ฮับโทรศัพท์อยู่แล้วจะส่ง/รับการแจ้งเตือนของโทรศัพท์ใน Chrome OS ได้
หากปิดใช้การตั้งค่านี้ ผู้ใช้จะใช้ฟีเจอร์นี้ไม่ได้ หากปิดใช้นโยบาย PhoneHubAllowed ผู้ใช้ก็จะใช้ฟีเจอร์นี้ไม่ได้เช่นกัน
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ทั้งผู้ใช้ที่มีองค์กรเป็นผู้จัดการและผู้ใช้ที่ไม่มีการจัดการจะใช้ค่าเริ่มต้นได้</translation>
<translation id="3177802893484440532">ต้องใช้การตรวจสอบ OCSP/CRL ออนไลน์สำหรับ Trust Anchor ในพื้นที่</translation>
<translation id="3184161739683646075">ควบคุมโหมด DNS-over-HTTPS</translation>
<translation id="3185009703220253572">ตั้งแต่รุ่น <ph name="SINCE_VERSION" /></translation>
<translation id="3187220842205194486">แอป Android ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงกุญแจขององค์กร นโยบายนี้ไม่มีผลต่อกุญแจเหล่านั้น</translation>
<translation id="3192902750888034827">หาก <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_ENABLED_POLICY_NAME" /> เปิดอยู่ การตั้งค่า <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_NEW_TAB_URL_POLICY_NAME" /> จะระบุ URL ของเครื่องมือค้นหาที่ใช้เพื่อจัดเตรียมหน้าแท็บใหม่
การไม่ตั้งค่า <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_NEW_TAB_URL_POLICY_NAME" /> จะทำให้ไม่มีการจัดเตรียมหน้าแท็บใหม่</translation>
<translation id="3195103497550111266">หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น <ph name="DEVICE_LTS_TAG_VALUE" /> จะอนุญาตให้อุปกรณ์รับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับ LTS (การสนับสนุนระยะยาว)</translation>
<translation id="3196585866522778760">โปรดทราบว่าจะมีการเลิกใช้งานและนำนโยบายนี้ออกใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> เวอร์ชัน 85 โปรดใช้ <ph name="POWER_MANAGEMENT_IDLE_SETTINGS_POLICY_NAME" /> แทน
ระบุระยะเวลาก่อนตอบสนองการไม่มีความเคลื่อนไหวหลังจากไม่มีการป้อนข้อมูลจากผู้ใช้ ขณะที่เครื่องทำงานโดยใช้พลังงานแบตเตอรี่
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้ จะเป็นการระบุระยะเวลาที่ผู้ใช้ต้องไม่มีความเคลื่อนไหวก่อนที่ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะตอบสนองการไม่มีความเคลื่อนไหว โดยกำหนดค่าการตอบสนองแยกต่างหากได้
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ไว้ ระบบจะใช้ระยะเวลาค่าเริ่มต้น
ควรระบุค่าของนโยบายเป็นมิลลิวินาที</translation>
<translation id="3205825995289802549">ขยายขนาดหน้าต่างเบราว์เซอร์บานแรกให้ใหญ่ที่สุดเมื่อเรียกใช้งานครั้งแรก</translation>
<translation id="3210408472559816322">การตั้งค่านโยบายจะระบุโฮสต์การรับส่งข้อความดั้งเดิมที่ระบบไม่ควรโหลด ค่ารายการปฏิเสธ "<ph name="WILDCARD_VALUE" />" จะทำให้โฮสต์การรับส่งข้อความดั้งเดิมทั้งหมดถูกปฏิเสธ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตอย่างชัดแจ้ง
การไม่ตั้งค่านโยบายจะทำให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> โหลดโฮสต์การรับส่งข้อความดั้งเดิมที่ติดตั้งไว้ทั้งหมด</translation>
<translation id="3211426942294667684">การตั้งค่าการลงชื่อเข้าใช้เบราว์เซอร์</translation>
<translation id="3219421230122020860">โหมดไม่ระบุตัวตนพร้อมใช้งาน</translation>
<translation id="3220624000494482595">หากแอปคีออสก์เป็นแอป Android แอปจะไม่มีสิทธิ์ควบคุมเวอร์ชัน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> แม้ว่าจะตั้งนโยบายนี้เป็น <ph name="TRUE" /> ก็ตาม</translation>
<translation id="322359555555487980">กำหนดความพร้อมใช้ของรูปแบบต่างๆ ใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /></translation>
<translation id="3225165352822164029">การตั้งค่านโยบายจะตั้งค่า URL หน้าแรกเริ่มต้นใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> คุณเปิดหน้าแรกโดยใช้ปุ่มหน้าแรก ในเดสก์ท็อป นโยบาย <ph name="RESTORE_ON_STARTUP_POLICY_NAME" /> จะควบคุมหน้าที่เปิดเมื่อเริ่มต้นใช้งาน
หากผู้ใช้หรือ <ph name="HOMEPAGE_IS_NEW_TAB_PAGE_POLICY_NAME" /> ตั้งค่าหน้าแรกเป็นหน้าแท็บใหม่ นโยบายนี้จะไม่มีผล
URL ต้องเป็นรูปแบบมาตรฐาน เช่น http://example.com หรือ https://example.com เมื่อตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยน URL หน้าแรกของตนใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> ไม่ได้
การไม่ตั้งค่าทั้ง <ph name="HOMEPAGE_LOCATION_POLICY_NAME" /> และ <ph name="HOMEPAGE_IS_NEW_TAB_PAGE_POLICY_NAME" /> จะทำให้ผู้ใช้เลือกหน้าแรกเองได้
ใน <ph name="MS_WIN_NAME" /> ฟังก์ชันการทำงานนี้ใช้ได้เฉพาะในอินสแตนซ์ที่เข้าร่วมโดเมน <ph name="MS_AD_NAME" />, ทำงานใน Windows 10 Pro หรือลงทะเบียนใน<ph name="CHROME_BROWSER_CLOUSE_MANAGEMENT_NAME" /> ใน <ph name="MAC_OS_NAME" /> ฟังก์ชันการทำงานนี้ใช้ได้เฉพาะในอินสแตนซ์ที่จัดการผ่าน MDM หรือเข้าร่วมโดเมนผ่าน MCX</translation>
<translation id="3231837273069128027">การตั้งค่านโยบายจะกำหนดค่าความพร้อมใช้งานและลักษณะการทำงานของการอัปเดตเฟิร์มแวร์ <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_TPM" />
ระบุการตั้งค่าแต่ละรายการในคุณสมบัติของ JSON ได้ดังนี้
* <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_SETTINGS_ALLOW_USER_INITIATED_POWERWASH" />: หากตั้งค่าเป็น <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_SETTINGS_ALLOW_USER_INITIATED_POWERWASH_TRUE" /> ผู้ใช้จะเรียกใช้ขั้นตอน Powerwash เพื่อติดตั้งการอัปเดตเฟิร์มแวร์ <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_TPM" /> ได้
* <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_SETTINGS_ALLOW_USER_INITIATED_PRESERVE_DEVICE_STATE" /> (มีให้ใช้งานใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> เวอร์ชัน 68 เป็นต้นไป): หากตั้งค่าเป็น <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_SETTINGS_ALLOW_USER_INITIATED_PRESERVE_DEVICE_STATE_TRUE" /> ผู้ใช้จะเรียกใช้ขั้นตอนการอัปเดตเฟิร์มแวร์ <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_TPM" /> ที่รักษาสถานะของทั้งอุปกรณ์ (รวมถึงการลงทะเบียนองค์กร) ไว้ได้ แต่จะเสียข้อมูลผู้ใช้
* <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_SETTINGS_AUTO_UPDATE_MODE" /> (มีให้ใช้งานใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> เวอร์ชัน 75 เป็นต้นไป): ควบคุมลักษณะการบังคับใช้การอัปเดตเฟิร์มแวร์ <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_TPM" /> แบบอัตโนมัติกับเฟิร์มแวร์ <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_TPM" /> ที่มีความเสี่ยง ทุกขั้นตอนจะรักษาสถานะของอุปกรณ์ในเครือข่ายเดียวกันไว้ หากตั้งค่าเป็น
* 1 หรือไม่ได้ตั้งค่า จะไม่มีการบังคับใช้การอัปเดตเฟิร์มแวร์ <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_TPM" />
* 2 เฟิร์มแวร์ <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_TPM" /> จะอัปเดตเมื่อรีบูตครั้งถัดไปหลังจากที่ผู้ใช้รับทราบการอัปเดต
* 3 เฟิร์มแวร์ <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_TPM" /> จะอัปเดตเมื่อรีบูตครั้งถัดไป
* 4 เฟิร์มแวร์ <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_TPM" /> จะอัปเดตหลังการลงทะเบียน ก่อนที่ผู้ใช้จะลงชื่อเข้าใช้
การไม่ตั้งค่านโยบายจะทำให้การอัปเดตเฟิร์มแวร์ <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_TPM" /> ไม่พร้อมใช้งาน</translation>
<translation id="3236046242843493070">รูปแบบ URL ที่อนุญาตส่วนขยาย แอปพลิเคชัน และการติดตั้งสคริปต์ของผู้ใช้จาก</translation>
<translation id="3240609035816615922">นโยบายการเข้าถึงการกำหนดค่าเครื่องพิมพ์</translation>
<translation id="324062325008698789">กำหนดค่ารายการเครื่องพิมพ์</translation>
<translation id="3240655340884151271">ที่อยู่ MAC ของ NIC ในตัวของแท่นชาร์จ</translation>
<translation id="3242756958360374888">มีรายการของรูปแบบที่ใช้ในการควบคุมการเปิดเผยบัญชีใน <ph name="PRODUCT_NAME" />
บัญชี Google แต่ละบัญชีในอุปกรณ์จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับรูปแบบที่จัดเก็บไว้ในนโยบายนี้ เพื่อกำหนดการเปิดเผยบัญชีใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> ระบบจะเปิดเผยบัญชีหากชื่อบัญชีตรงกับรูปแบบใดๆ ในหน้ารายการ แต่หากไม่ตรงกัน ระบบจะซ่อนบัญชีไว้
ใช้อักขระ "*" ที่เป็นสัญลักษณ์แทนเพื่อจับคู่อักขระ 0 หรืออักขระอื่นๆ ที่กำหนดเอง อักขระหลีกคือ "\" ดังนั้นหากต้องการจับคู่อักขระ "*" หรือ "\" จริง ต้องใส่ "\" ไว้หน้าอักขระเหล่านั้นด้วย
หากไม่ได้กำหนดค่านโยบายนี้ไว้ บัญชี Google ทั้งหมดในอุปกรณ์จะแสดงอยู่ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /></translation>
<translation id="3251500716404598358">กำหนดค่านโยบายเพื่อสลับระหว่างเบราว์เซอร์
เว็บไซต์ที่กำหนดค่าไว้จะเปิดในเบราว์เซอร์อื่นแทน <ph name="PRODUCT_NAME" /> โดยอัตโนมัติ</translation>
<translation id="3255624750680556186">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้อุปกรณ์ทริกเกอร์ Powerwash ได้
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะทำให้อุปกรณ์ทริกเกอร์ Powerwash ไม่ได้ อาจเกิดข้อยกเว้นให้ทำ Powerwash ได้หากตั้งค่า <ph name="TPM_FIRMWARE_UPDATE_SETTINGS_NAME" /> เป็นค่าที่อนุญาตให้อัปเดตเฟิร์มแวร์ TPM แต่เฟิร์มแวร์ TPM ยังไม่ได้รับการอัปเดต</translation>
<translation id="3255762580838224124">การตั้งค่านโยบายจะมีการหมุนจอแสดงผลแต่ละจอไปตามการวางแนวที่กำหนดทุกครั้งที่รีบูตและเมื่อเชื่อมต่อเป็นครั้งแรกหลังจากเปลี่ยนค่าของนโยบาย ผู้ใช้อาจเปลี่ยนการหมุนจอแสดงผลได้จากหน้าการตั้งค่าหลังจากลงชื่อเข้าใช้ แต่จะมีการเปลี่ยนเมื่อรีบูตครั้งถัดไป นโยบายนี้จะใช้กับจอแสดงผลหลักและรอง
หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ ค่าเริ่มต้นจะเป็น 0 องศา และผู้ใช้เปลี่ยนค่าได้ตามต้องการ ในกรณีนี้ ระบบจะไม่ใช้ค่าเริ่มต้นซ้ำเมื่อรีสตาร์ท</translation>
<translation id="3264793472749429012">การเข้ารหัสของผู้ให้บริการการค้นหาเริ่มต้น</translation>
<translation id="3273221114520206906">การตั้งค่า JavaScript เริ่มต้น</translation>
<translation id="328347261792478720">โดยค่าเริ่มต้น เบราว์เซอร์จะแสดงคำแนะนำสื่อที่มีการปรับเปลี่ยนในแบบของผู้ใช้ การตั้งค่านโยบายนี้เป็น "ปิดใช้" จะทำให้ระบบซ่อนคำแนะนำเหล่านี้ไม่ให้ผู้ใช้เห็น การตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้ระบบแสดงคำแนะนำสื่อต่อผู้ใช้</translation>
<translation id="3284094172359247914">ควบคุมการใช้ WebUSB API</translation>
<translation id="3288595667065905535">ช่องเผยแพร่</translation>
<translation id="3292147213643666827">ช่วยให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ทำหน้าที่เป็นพร็อกซีระหว่าง <ph name="CLOUD_PRINT_NAME" /> และเครื่องพิมพ์แบบดั้งเดิมที่เชื่อมต่อกับเครื่อง
หากมีการเปิดการตั้งค่านี้หรือไม่ได้กำหนดค่าไว้ ผู้ใช้จะสามารถเปิดใช้งานพร็อกซี Cloud Print โดยการตรวจสอบสิทธิ์กับบัญชี Google ของตน
หากปิดการตั้งค่านี้ ผู้ใช้จะไม่สามารถเปิดใช้งานพร็อกซีและเครื่องจะไม่ได้รับอนุญาตให้แชร์เครื่องพิมพ์กับ <ph name="CLOUD_PRINT_NAME" /></translation>
<translation id="3295118731207421797">นโยบายนี้ช่วยให้ผู้ดูแลระบบระบุว่าหน้าเว็บส่งคำขอ XHR พร้อมกันในระหว่างการปิดหน้าเว็บได้
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็นเปิดใช้ ระบบจะอนุญาตให้หน้าเว็บส่งคำขอ XHR พร้อมกันในระหว่างการปิดหน้าเว็บได้
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นปิดใช้หรือไม่ได้ตั้งค่า ระบบจะไม่อนุญาตให้หน้าเว็บส่งคำขอ XHR พร้อมกันในระหว่างการปิดหน้าเว็บ
เราจะนำนโยบายนี้ออกใน Chrome 88
โปรดดู https://www.chromestatus.com/feature/4664843055398912</translation>
<translation id="3302829897293005699">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้อุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้รายงานข้อมูลเซสชันคีออสก์ที่ใช้งานอยู่ เช่น รหัสและเวอร์ชันของแอปพลิเคชัน
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะทำให้อุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้ไม่รายงานข้อมูลเซสชันคีออสก์</translation>
<translation id="3303911765031636277">นโยบายการกำหนดค่าสำหรับ OnFileAttached Chrome Enterprise Connector</translation>
<translation id="3304662785258434098">ช่วยให้คุณกำหนดได้ว่าจะให้ผู้ใช้เพิ่มข้อยกเว้นเพื่ออนุญาตเนื้อหาผสมในเว็บไซต์ที่เจาะจงได้หรือไม่
นโยบายนี้จะถูกลบล้างสำหรับรูปแบบ URL ที่เจาะจงได้โดยใช้นโยบาย "InsecureContentAllowedForUrls" และ "InsecureContentBlockedForUrls"
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ไว้ ผู้ใช้จะสามารถเพิ่มข้อยกเว้นเพื่ออนุญาตเนื้อหาผสมที่บล็อกได้และปิดใช้การอัปเกรดอัตโนมัติสำหรับเนื้อหาผสมที่เลือกบล็อกได้</translation>
<translation id="3308724602356134956">หากคุณตั้งค่านโยบาย <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะดาวน์โหลดและใช้รูปภาพวอลเปเปอร์ที่คุณตั้งค่าไว้เป็นพื้นหลังของเดสก์ท็อปของผู้ใช้และหน้าจอลงชื่อเข้าใช้ และผู้ใช้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ระบุ URL (ที่เข้าถึงได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์) ซึ่ง <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> ดาวน์โหลดรูปภาพวอลเปเปอร์ รวมถึงแฮชแบบเข้ารหัส (เป็นรูปแบบ JPEG ที่มีขนาดไฟล์ไม่เกิน 16 MB) ได้เพื่อยืนยันความสมบูรณ์
หากไม่ได้ตั้งค่า ผู้ใช้จะเป็นผู้เลือกรูปภาพสำหรับพื้นหลังของเดสก์ท็อปและหน้าจอลงชื่อเข้าใช้</translation>
<translation id="3312206664202507568">เปิดใช้หน้าใน chrome://password-change ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ SAML เปลี่ยนรหัสผ่าน SAML ของตนขณะอยู่ในเซสชัน ซึ่งจะดูแลให้รหัสผ่าน SAML และรหัสผ่านหน้าจอล็อกอุปกรณ์ซิงค์กัน
นโยบายนี้ยังเปิดใช้การแจ้งเตือนที่เตือนผู้ใช้ SAML หากรหัสผ่าน SAML ใกล้จะหมดอายุ เพื่อให้ผู้ใช้จัดการเรื่องนี้ทันทีด้วยการเปลี่ยนรหัสผ่านในเซสชัน
แต่การแจ้งเตือนเหล่านี้จะแสดงเมื่อผู้ให้บริการข้อมูลประจำตัว SAML ส่งข้อมูลการหมดอายุของรหัสผ่านไปยังอุปกรณ์ระหว่างขั้นตอนการเข้าสู่ระบบ SAML เท่านั้น
หากมีการตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนแปลงหรือลบล้างนโยบายไม่ได้</translation>
<translation id="3312835062252480209">ให้คุณกำหนดรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้การสร้างคีย์ หากมีรูปแบบ URL ใน "KeygenAllowedForUrls" นโยบายนี้จะลบล้างข้อยกเว้นเหล่านี้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะใช้ค่าเริ่มต้นส่วนกลางกับเว็บไซต์ทั้งหมด โดยนำมาจากนโยบาย "DefaultKeygenSetting" หากมีการตั้งค่าไว้ มิเช่นนั้น จะนำมาจากการกำหนดค่าส่วนตัวของผู้ใช้
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ URL ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="332771718998993005">กำหนดชื่อที่โฆษณาเป็นปลายทางของ <ph name="PRODUCT_NAME" />
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นสตริงที่ไม่ว่างเปล่า ระบบจะใช้สตริงนั้นเป็นชื่อปลายทางของ <ph name="PRODUCT_NAME" /> มิเช่นนั้นชื่อปลายทางจะเป็นชื่ออุปกรณ์ หากไม่ตั้งค่านโยบายนี้ ชื่อปลายทางจะเป็นชื่ออุปกรณ์ และเจ้าของอุปกรณ์ (หรือผู้ใช้จากโดเมนที่จัดการอุปกรณ์) จะได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อ ชื่อต้องมีความยาวไม่เกิน 24 อักขระ</translation>
<translation id="3339271789059866414">กำหนดค่าความพร้อมใช้งานของบริการพร็อกซีของระบบและข้อมูลเข้าสู่ระบบของพร็อกซีสำหรับบริการของระบบ
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบาย บริการพร็อกซีของระบบจะใช้งานไม่ได้</translation>
<translation id="3348799281602260763">หากเปิดใช้ การเชื่อมต่อแบบเพียร์ WebRTC จะดาวน์เกรดเป็นโปรโตคอล TLS/DTLS เวอร์ชันที่ล้าสมัย (DTLS 1.0, TLS 1.0 และ TLS 1.1) ได้
เมื่อปิดใช้นโยบายนี้หรือไม่ได้ตั้งค่า ระบบจะปิดใช้เวอร์ชัน TLS/DTLS เหล่านี้
นโยบายนี้เป็นแบบชั่วคราวและระบบจะนำออกใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> เวอร์ชันในอนาคต</translation>
<translation id="3356657927302977341">กำหนดค่าว่าจะให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ใน Linux ใช้การแจ้งเตือนดั้งเดิมหรือไม่
หากตั้งค่าเป็น "จริง" หรือไม่ได้ตั้งค่าไว้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะได้รับอนุญาตให้ใช้การแจ้งเตือนดั้งเดิม
หากตั้งค่าเป็น "เท็จ" <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะไม่ใช้การแจ้งเตือนดั้งเดิม ระบบจะใช้ศูนย์ข้อความของ <ph name="PRODUCT_NAME" /> เป็นวิธีสำรอง</translation>
<translation id="3360093276083825336">โปรดทราบว่าจะมีการเลิกใช้งานและนำนโยบายนี้ออกใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> เวอร์ชัน 85 โปรดใช้ <ph name="POWER_MANAGEMENT_IDLE_SETTINGS_POLICY_NAME" /> แทน
ระบุระยะเวลาก่อนแสดงกล่องคำเตือนหลังจากไม่มีการป้อนข้อมูลจากผู้ใช้ ขณะที่เครื่องทำงานโดยพลังงานแบตเตอรี่
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้ จะเป็นการระบุระยะเวลาที่ผู้ใช้ต้องไม่มีความเคลื่อนไหวก่อนที่ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะแสดงกล่องคำเตือนที่แจ้งผู้ใช้ว่ากำลังจะเริ่มตอบสนองการไม่มีความเคลื่อนไหว
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ไว้ จะไม่มีกล่องคำเตือนปรากฏขึ้น
ควรระบุค่าของนโยบายเป็นมิลลิวินาที ค่าจะถูกบีบให้เหลือน้อยกว่าหรือเท่ากับระยะหน่วงเวลาของการไม่มีความเคลื่อนไหว
ข้อความเตือนจะแสดงต่อเมื่อการทำงานสำหรับการไม่มีความเคลื่อนไหวคือการออกจากระบบหรือการปิดเครื่อง</translation>
<translation id="3367868895271989224">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" จะแยกเว็บไซต์ทั้งหมด (แต่ละเว็บไซต์จะทำงานด้วยกระบวนการของตัวเอง) การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะไม่ปิดการแยกเว็บไซต์ แต่จะอนุญาตให้ผู้ใช้เลือกไม่ใช้ได้ (เช่น ด้วยการใช้ Disable site isolation (ปิดใช้การแยกเว็บไซต์) ใน chrome://flags)
<ph name="ISOLATE_ORIGINS_POLICY_NAME" /> อาจเป็นประโยชน์ในการปรับต้นทางให้เหมาะสมยิ่งขึ้นด้วย ใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> เวอร์ชัน 76 และเวอร์ชันก่อนหน้า ให้ตั้งค่านโยบายด้านอุปกรณ์ <ph name="DEVICE_LOGIN_SCREEN_SITE_PER_PROCESS_POLICY_NAME" /> ด้วยค่าเดียวกันนี้ (เนื่องจากหากค่าไม่ตรงกัน อาจเกิดความล่าช้าเมื่อเข้าสู่เซสชันของผู้ใช้)
หมายเหตุ: สำหรับ Android ให้ใช้นโยบาย <ph name="SITE_PER_PROCESS_ANDROID_POLICY_NAME" /> แทน</translation>
<translation id="3373381043600809954">เปิดใช้ <ph name="PRODUCT_NAME" /></translation>
<translation id="3374587000313305002">กำหนดค่าไดเรกทอรีที่ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้
หากคุณตั้งค่านโยบายนี้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะใช้ไดเรกทอรีที่ให้มา โดยไม่คำนึงว่าผู้ใช้มีการระบุสถานะ "--user-data-dir" หรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียข้อมูลหรือข้อผิดพลาดที่ไม่คาดคิดอื่นๆ คุณไม่ควรตั้งค่านโยบายนี้เป็นไดเรกทอรีที่ใช้สำหรับวัตถุประสงค์อื่นเพราะ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะจัดการเนื้อหาของตัวเอง
ดูรายการตัวแปรที่ใช้ได้ได้ที่ https://support.google.com/chrome/a?p=Supported_directory_variables
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะใช้เส้นทางโปรไฟล์เริ่มต้นและผู้ใช้จะลบล้างเส้นทางนี้ได้ด้วยการตั้งสถานะโดยใช้บรรทัดคำสั่ง "--user-data-dir"</translation>
<translation id="3378482432905539452">นโยบายนี้เลิกใช้งานแล้ว โปรดใช้ <ph name="DEFAULT_PLUGINS_SETTING_POLICY_NAME" /> เพื่อควบคุมความพร้อมใช้งานของปลั๊กอิน Flash และใช้ <ph name="ALWAYS_OPEN_PDF_EXTERNALLY_POLICY_NAME" /> เพื่อควบคุมว่าควรใช้โปรแกรมดู PDF ที่ผสานรวมในการเปิดไฟล์ PDF หรือไม่
ระบุรายการปลั๊กอินที่ผู้ใช้จะเปิดหรือปิดใช้ใน <ph name="PRODUCT_NAME" />
ใช้อักขระไวลด์การ์ด "*" และ "?" เพื่อจับคู่กับอักขระต่างๆ ที่เรียงกันอย่างอิสระได้ '*' จะจับคู่กับอักขระกี่ตัวก็ได้ ส่วน "?" จะระบุอักขระตัวเดียวซึ่งจะมีหรือไม่ก็ได้ หรือจับคู่กับอักขระ 0 หรือ 1 ตัวนั่นเอง อักขระหลีกคือ "\" ดังนั้นในกรณีที่ต้องการจับคู่กับอักขระ "*", "?" หรือ "\" จริงๆ ก็วาง "\" ไว้ข้างหน้าอักขระดังกล่าวได้
หากคุณเปิดใช้การตั้งค่านี้ ระบบจะนำรายการปลั๊กอินที่ระบุมาใช้ใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> ได้ ผู้ใช้เปิดหรือปิดใช้ปลั๊กอินเหล่านั้นได้ใน "about:plugins" แม้ว่าปลั๊กอินนั้นจะตรงกับรูปแบบใน DisabledPlugins ก็ตาม นอกจากนี้ยังเปิดหรือปิดใช้ปลั๊กอินที่ไม่ตรงกับรูปแบบใดๆ ใน DisabledPlugins, DisabledPluginsExceptions และ EnabledPlugins ได้ด้วย
นโยบายนี้มีไว้เพื่ออนุญาตการขึ้นบัญชีดำปลั๊กอินที่เข้มงวดในกรณีที่รายการ "DisabledPlugins" มีรายการที่เป็นอักขระไวลด์การ์ด เช่น ปิดใช้ปลั๊กอินทั้งหมด "*" หรือปิดใช้ปลั๊กอิน Java ทั้งหมด "*Java*" แต่ผู้ดูแลระบบต้องการเปิดใช้ปลั๊กอินบางเวอร์ชัน เช่น "IcedTea Java 2.3" ก็ระบุเฉพาะปลั๊กอินเวอร์ชันนี้ในนโยบายได้
โปรดทราบว่าต้องยกเว้นทั้งชื่อปลั๊กอินและชื่อกลุ่มของปลั๊กอิน ปลั๊กอินแต่ละกลุ่มจะแสดงแยกกันคนละส่วนใน about:plugins และแต่ละส่วนมีปลั๊กอินได้มากกว่า 1 รายการ ตัวอย่างเช่น ปลั๊กอิน "Shockwave Flash" เป็นของกลุ่ม "Adobe Flash Player" และทั้ง 2 ชื่อต้องมีชื่อที่ตรงกันในรายการข้อยกเว้นหากจะยกเว้นปลั๊กอินดังกล่าวจากบัญชีดำ
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะล็อกปลั๊กอินใดก็ตามที่ตรงกับรูปแบบใน "DisabledPlugins" เป็นปิดใช้และผู้ใช้จะเปิดใช้ไม่ได้</translation>
<translation id="3381968327636295719">ใช้เบราว์เซอร์โฮสต์โดยค่าเริ่มต้น</translation>
<translation id="3383794118443927579">การตั้งค่านโยบายจะกำหนดค่า URL หน้าแท็บใหม่เริ่มต้นและป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนแปลงหน้าดังกล่าว
หน้าแท็บใหม่จะเปิดขึ้นโดยมีแท็บและหน้าต่างใหม่
นโยบายนี้ไม่ได้กำหนดว่าหน้าใดจะเปิดขึ้นมาเมื่อเริ่มต้นใช้งาน นโยบาย <ph name="RESTORE_ON_STARTUP_POLICY_NAME" /> จะเป็นตัวควบคุมหน้าเหล่านั้น นโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อหน้าแรก หากตั้งค่าหน้าแรกให้เปิดหน้าแท็บใหม่ และจะส่งผลกระทบต่อหน้าเริ่มต้นใช้งานเช่นกัน หากตั้งค่าให้เปิดหน้าแท็บใหม่
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดคือการระบุ URL ที่กำหนดหน้า Canonical แบบเต็ม หาก URL ไม่ได้กำหนดหน้า Canonical แบบเต็ม <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะใช้ https:// เป็นค่าเริ่มต้น
การไม่ตั้งค่านโยบายหรือปล่อยว่างไว้จะทำให้ระบบใช้หน้าแท็บใหม่เริ่มต้น
ใน <ph name="MS_WIN_NAME" /> ฟังก์ชันการทำงานนี้ใช้ได้เฉพาะในอินสแตนซ์ที่เข้าร่วมโดเมน <ph name="MS_AD_NAME" />, ทำงานใน Windows 10 Pro หรือลงทะเบียนใน<ph name="CHROME_BROWSER_CLOUSE_MANAGEMENT_NAME" /> ใน <ph name="MAC_OS_NAME" /> ฟังก์ชันการทำงานนี้ใช้ได้เฉพาะในอินสแตนซ์ที่จัดการผ่าน MDM หรือเข้าร่วมโดเมนผ่าน MCX</translation>
<translation id="3391457705621770207">การตั้งค่านโยบายจะระบุปริมาณเวลาเป็นมิลลิวินาทีที่ไม่มีกิจกรรมของผู้ใช้ก่อนการลงชื่อเข้าใช้บัญชีในอุปกรณ์ที่ระบุโดยนโยบาย <ph name="DEVICE_LOCAL_ACCOUNT_AUTO_LOGIN_ID_POLICY_NAME" /> โดยอัตโนมัติ
การไม่ได้ตั้งค่านโยบายหมายความว่า ระยะหมดเวลาคือ 0 มิลลิวินาที
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบาย <ph name="DEVICE_LOCAL_ACCOUNT_AUTO_LOGIN_ID_POLICY_NAME" /> ไว้ นโยบายนี้จะไม่มีผล</translation>
<translation id="3412937883532015092">การตั้งค่านโยบายนี้เป็นตัวเลขจะทำให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> แสดงข้อความเป็นมิลลิวินาทีตามจำนวนดังกล่าว จากนั้นจึงเปิดเบราว์เซอร์สำรอง
การไม่ตั้งค่านโยบายนี้หรือตั้งค่าเป็น 0 หมายความว่าการไปยัง URL ที่กำหนดจะเป็นการเปิด URL ในเบราว์เซอร์สำรองทันที</translation>
<translation id="3415954062311826850">นโยบายนี้ไม่รองรับใน ARC</translation>
<translation id="34160070798637152">ควบคุมการกำหนดค่าเครือข่ายของทั้งอุปกรณ์</translation>
<translation id="3417130629744653218">อนุญาตให้เว็บไซต์ถามหาวิธีการชำระเงินที่พร้อมใช้งาน</translation>
<translation id="3417418267404583991">หากตั้งค่านโยบายเป็น "จริง" หรือไม่ตั้งค่า <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะเปิดใช้งานการลงชื่อเข้าใช้ของผู้มาเยือน การลงชื่อเข้าใช้ของผู้มาเยือนจะเป็นเซสชันผู้ใช้แบบไม่ระบุตัวตนและไม่จำเป็นต้องใช้รหัสผ่าน
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะไม่อนุญาตให้เริ่มเซสชันของผู้มาเยือน</translation>
<translation id="3420141485959154417">หาก <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_ENABLED_POLICY_NAME" /> เปิดอยู่ การตั้งค่า <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_IMAGE_URL_POLICY_NAME" /> จะระบุ URL ของเครื่องมือค้นหาที่ใช้ในการค้นหารูปภาพ (หากตั้งค่า <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_IMAGE_URL_POST_PARMS_POLICY_NAME" /> ไว้ คำขอค้นหารูปภาพจะใช้เมธอด POST แทน)
หากไม่ตั้งค่า <ph name="DEFAULT_SEARCH_PROVIDER_IMAGE_URL_POLICY_NAME" /> จะไม่มีการใช้การค้นหารูปภาพ</translation>
<translation id="3428247105888806363">เปิดใช้งานการคาดการณ์เครือข่าย</translation>
<translation id="3432863169147125747">ควบคุมการตั้งค่าการพิมพ์</translation>
<translation id="3434053014926283175">สลับปุ่มหลักของเมาส์ไปเป็นปุ่มด้านขวาในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นเปิดใช้ ปุ่มด้านขวาของเมาส์จะเป็นปุ่มหลักในหน้าจอการเข้าสู่ระบบเสมอ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็นปิดใช้ ปุ่มด้านซ้ายของเมาส์จะเป็นปุ่มหลักในหน้าจอการเข้าสู่ระบบเสมอ
หากตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนหรือลบล้างไม่ได้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ปุ่มด้านซ้ายของเมาส์จะเป็นปุ่มหลักในหน้าจอการเข้าสู่ระบบในขั้นต้น แต่ผู้ใช้จะสลับปุ่มได้ทุกเมื่อ</translation>
<translation id="3434932177006334880">ก่อน Chrome 42 การตั้งค่านี้เคยมีชื่อว่า EnableWebBasedSignin เราจะยกเลิกการสนับสนุนทั้งหมดของนโยบายนี้ใน Chrome 43
การตั้งค่านี้มีประโยชน์สำหรับลูกค้าที่เป็นองค์กรซึ่งใช้โซลูชัน SSO ที่ยังใช้ร่วมกับขั้นตอนการลงชื่อเข้าใช้ในหน้าแบบใหม่ไม่ได้
หากคุณเปิดใช้การตั้งค่านี้ ระบบจะใช้ขั้นตอนการลงชื่อเข้าใช้ผ่านเว็บแบบเก่า
หากคุณปิดใช้การตั้งค่านี้หรือไม่ได้ตั้งค่า ระบบจะใช้ขั้นตอนการลงชื่อเข้าใช้ในหน้าแบบใหม่เป็นค่าเริ่มต้น ผู้ใช้อาจยังเปิดใช้ขั้นตอนการลงชื่อเข้าใช้ผ่านเว็บแบบเก่าได้โดยใช้สถานะบรรทัดคำสั่ง enable-web-based-signin
ในอนาคตจะมีการนำการตั้งค่าแบบทดลองนี้ออกเมื่อการลงชื่อเข้าใช้ในหน้ารองรับขั้นตอนการลงชื่อเข้าใช้ SSO ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์</translation>
<translation id="3435796032110614169">อนุญาตให้ลบประวัติงานพิมพ์</translation>
<translation id="3437924696598384725">อนุญาตให้ผู้ใช้จัดการการเชื่อมต่อ VPN</translation>
<translation id="3451951038162074887">การตั้งค่านโยบายเป็น "เปิดใช้" หรือไม่ได้ตั้งค่าจะทำให้ซอฟต์แวร์ของบุคคลที่สามแทรกโค้ดสั่งการลงในกระบวนการของ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ไม่ได้
การตั้งค่านโยบายเป็น "ปิดใช้" จะอนุญาตให้ซอฟต์แวร์นี้แทรกโค้ดดังกล่าวลงในกระบวนการของ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ได้
ไม่ว่าค่าของนโยบายนี้จะเป็นอะไร เบราว์เซอร์จะไม่บล็อกซอฟต์แวร์ของบุคคลที่สามไม่ให้แทรกโค้ดสั่งการลงในกระบวนการในเครื่องที่เข้าร่วมโดเมน <ph name="MS_AD_NAME" /></translation>
<translation id="3459509316159669723">การพิมพ์</translation>
<translation id="3461279434465463233">รายงานสถานะพลังงาน</translation>
<translation id="346731943813722404">ระบุว่าจะหน่วงเวลาการจัดการพลังงานไหม และการจำกัดความยาวเซสชันควรเริ่มทำงานหลังจากสังเกตพบกิจกรรมแรกของผู้ใช้ในเซสชันเท่านั้นไหม
หากนโยบายนี้ได้รับการตั้งค่าเป็นจริง การจัดการพลังงานจะหน่วงเวลาและการจำกัดความยาวเซสชันจะไม่เริ่มทำงานหลังจากสังเกตพบกิจกรรมแรกของผู้ใช้ในเซสชัน
หากนโยบายนี้ได้รับการตั้งค่าเป็นเท็จหรือไม่ได้ตั้งค่า การจัดการพลังงานจะหน่วงเวลาและการจำกัดความยาวเซสชันจะเริ่มทำงานทันทีที่เริ่มเซสชัน</translation>
<translation id="3478024346823118645">ล้างข้อมูลผู้ใช้เมื่อออกจากระบบ</translation>
<translation id="3480961938508521469">ชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มด้วยอัตรามาตรฐาน</translation>
<translation id="348110646151632565">เปิดใช้ฟีเจอร์การช่วยเหลือพิเศษสำหรับการเลือกเพื่อให้อ่านในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" ฟีเจอร์เลือกเพื่อให้อ่านจะเปิดใช้เสมอในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ฟีเจอร์เลือกเพื่อให้อ่านจะปิดใช้เสมอในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ
หากตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนหรือลบล้างไม่ได้
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะปิดใช้ฟีเจอร์เลือกเพื่อให้อ่านในหน้าจอการเข้าสู่ระบบในขั้นต้น แต่ผู้ใช้จะเปิดใช้ได้ทุกเมื่อ</translation>
<translation id="3483634239317922588">การตั้งค่านโยบายนี้จะให้คุณสร้างรายการรูปแบบ URL ซึ่งระบุเว็บไซต์ที่อาจมีการแสดงรูปภาพได้
การไม่ตั้งค่านโยบายนี้หมายความว่า <ph name="DEFAULT_IMAGES_SETTING_ENABLED_POLICY_NAME" /> จะมีผลกับทุกเว็บไซต์ (หากตั้งค่าไว้) แต่หากไม่ได้ตั้งค่าไว้ การตั้งค่าส่วนตัวของผู้ใช้จะมีผล
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ <ph name="URL_LABEL" /> ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns
โปรดทราบว่าก่อนหน้านี้นโยบายนี้เปิดใช้อย่างไม่ถูกต้องใน Android แต่ Android ก็ไม่เคยรองรับฟังก์ชันนี้โดยสมบูรณ์</translation>
<translation id="348495353354674884">เปิดใช้งานแป้นพิมพ์เสมือน</translation>
<translation id="3487623755010328395">
หากตั้งค่านโยบายนี้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะพยายามลงทะเบียนตนเองและใช้นโยบายระบบคลาวด์ที่เกี่ยวข้องกับโปรไฟล์ทั้งหมด
ค่าของนโยบายนี้คือโทเค็นการลงทะเบียนที่ดึงได้จากคอนโซลผู้ดูแลระบบ Google</translation>
<translation id="3492834335089638487">นโยบายนี้ควบคุมการใช้งานแอป Android จากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ (แหล่งที่ไม่ใช่ Google Play Store) สำหรับอุปกรณ์
หากไม่ได้ตั้งค่าในนโยบายนี้ จะถือว่าตั้งค่าเป็นไม่อนุญาต
ความพร้อมใช้งานของฟังก์ชันนี้จะขึ้นอยู่กับนโยบายผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องด้วย</translation>
<translation id="3496296378755072552">ตัวจัดการรหัสผ่าน</translation>
<translation id="3498109920669229084">การตั้งค่านโยบายนี้จะระบุว่าส่วนขยายใดบ้างไม่ขึ้นอยู่กับรายการที่บล็อก
ค่า <ph name="ALL_EXTENSIONS" /> ในรายการที่บล็อกหมายความว่า ส่วนขยายทั้งหมดถูกบล็อก และผู้ใช้จะติดตั้งได้เฉพาะส่วนขยายที่ระบุไว้ในรายการที่อนุญาต
ส่วนขยายทั้งหมดได้รับอนุญาตโดยค่าเริ่มต้น แต่ถ้าคุณห้ามส่วนขยายด้วยนโยบาย ให้ใช้รายการส่วนขยายที่อนุญาตเพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายนั้น</translation>
<translation id="3502555714327823858">อนุญาตโหมดพิมพ์ 2 ด้านทั้งหมด</translation>
<translation id="350443680860256679">กำหนดค่า ARC</translation>
<translation id="350797926066071931">เปิดใช้งานแปลภาษา</translation>
<translation id="3508047333410537654">เปิดใช้ฟีเจอร์เสียงโมโนในหน้าจอการเข้าสู่ระบบ</translation>
<translation id="3509819648242653622">การตั้งค่านโยบายจะทำให้หน้าเว็บที่ใช้ URL ต้องห้ามโหลดขึ้นมาไม่ได้ โดยจะมีรายการรูปแบบ URL ที่ระบุ URL ต้องห้ามไว้ การไม่ตั้งค่านโยบายจะทำให้ไม่มีการห้าม URL ใดเลยในเบราว์เซอร์ ให้จัดรูปแบบ URL ตามรูปแบบนี้ (https://www.chromium.org/administrators/url-blacklist-filter-format) คุณกำหนดข้อยกเว้นใน <ph name="URL_ALLOWLIST_POLICY_NAME" /> ได้ไม่เกิน 1,000 รายการ
เริ่มจาก <ph name="PRODUCT_NAME" /> เวอร์ชัน 73 เป็นต้นไป คุณจะบล็อก URL javascript://* ได้ แต่จะมีผลเฉพาะกับ JavaScript ที่พิมพ์ลงในแถบที่อยู่ (หรือ bookmarklet เป็นต้น) นโยบายนี้ไม่มีผลกับ URL JavaScript แบบในหน้าเว็บและมีการโหลดข้อมูลแบบไดนามิก ตัวอย่างเช่น หากคุณบล็อก example.com/abc ไว้ example.com จะยังคงโหลด example.com/abc โดยใช้ XMLHTTPRequest ได้
หมายเหตุ: การบล็อก URL chrome://* ซึ่งใช้ภายในอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดที่ไม่คาดคิด</translation>
<translation id="3513655665999652754">เซิร์ฟเวอร์ Quirks มีไฟล์การกำหนดค่าเฉพาะฮาร์ดแวร์ เช่น
โปรไฟล์การแสดง ICC เพื่อปรับการปรับเทียบจอภาพ
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" อุปกรณ์จะไม่พยายามติดต่อเซิร์ฟเวอร์ Quirks เพื่อดาวน์โหลดไฟล์การกำหนดค่า
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" หรือไม่กำหนดค่า <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะติดต่อเซิร์ฟเวอร์ Quirks โดยอัตโนมัติและดาวน์โหลดไฟล์การกำหนดค่าโดยอัตโนมัติ (หากมี) และเก็บไฟล์เหล่านั้นไว้ในอุปกรณ์ ระบบอาจใช้ไฟล์เหล่านั้นเพื่อปรับปรุงคุณภาพของจอแสดงผลที่เชื่อมต่อกับจอภาพ</translation>
<translation id="3524204464536655762">ไม่อนุญาตให้เว็บไซต์ขอสิทธิ์เข้าถึงอุปกรณ์ USB ผ่าน WebUSB API</translation>
<translation id="3526752951628474302">การพิมพ์ขาวดำเท่านั้น</translation>
<translation id="3528000905991875314">เปิดใช้งานหน้าเว็บแสดงข้อผิดพลาดสำรอง</translation>
<translation id="3531084733660068324">การตั้งค่าการควบคุมดูแลโดยผู้ปกครอง</translation>
<translation id="3539103206548425861">การตั้งค่านโยบายอนุญาตให้วิดีโอเล่นโดยอัตโนมัติ (โดยไม่ต้องมีคำยินยอมจากผู้ใช้) พร้อมเนื้อหาเสียงใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> หากตั้งค่านโยบาย <ph name="AUTOPLAY_ALLOWED_POLICY_NAME" /> เป็น "จริง" นโยบายนี้ก็จะไม่มีผล หากตั้งค่านโยบาย <ph name="AUTOPLAY_ALLOWED_POLICY_NAME" /> เป็น "เท็จ" รูปแบบ URL ที่กำหนดไว้ในนโยบายนี้จะยังเล่นได้อยู่ หากนโยบายนี้เปลี่ยนแปลงในขณะที่ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ทำงานอยู่ จะมีผลกับแท็บที่เปิดใหม่เท่านั้น
ดูข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบ URL ที่ถูกต้องได้ที่ https://cloud.google.com/docs/chrome-enterprise/policies/url-patterns</translation>
<translation id="3540935459049973317">การจำกัดเวลาต่อแอป</translation>
<translation id="3547954654003013442">การตั้งค่าพร็อกซี</translation>
<translation id="3550122827225052130">โปรดทราบว่าจะมีการเลิกใช้งานและนำนโยบายนี้ออกใน <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> เวอร์ชัน 85 โปรดใช้ <ph name="SCREEN_LOCK_DELAYS_POLICY_NAME" /> แทน
ระบุระยะเวลาก่อนล็อกหน้าจอหลังจากไม่มีการป้อนข้อมูลจากผู้ใช้ ขณะทำงานโดยเสียบปลั๊ก
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็นค่าที่มากกว่า 0 จะเป็นการระบุระยะเวลาที่ผู้ใช้ต้องไม่มีความเคลื่อนไหวก่อนที่ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะล็อกหน้าจอ
เมื่อตั้งค่านโยบายนี้เป็น 0 แล้ว <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะไม่ล็อกหน้าจอเมื่อผู้ใช้ไม่มีความเคลื่อนไหว
เมื่อไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ไว้ ระบบจะใช้ระยะเวลาค่าเริ่มต้น
วิธีที่แนะนำสำหรับการล็อกหน้าจอเมื่อไม่มีความเคลื่อนไหวก็คือการเปิดใช้การล็อกหน้าจอเมื่อถูกระงับการใช้งาน และให้ <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> ระงับการใช้งานหลังจากหมดระยะหน่วงเวลาของการไม่มีความเคลื่อนไหว นโยบายนี้ควรใช้ในเวลาที่การล็อกหน้าจอควรจะเกิดขึ้นก่อนเวลาระงับการใช้งานเป็นเวลานาน หรือเมื่อไม่ต้องการใช้การระงับการใช้งานเมื่อไม่ใช้งานเลยเท่านั้น
ควรระบุค่าของนโยบายเป็นมิลลิวินาที ค่าจะถูกบีบให้น้อยกว่าระยะหน่วงเวลาของการไม่มีความเคลื่อนไหว</translation>
<translation id="3550875587920006460">อนุญาตการตั้งค่ากำหนดการที่กำหนดเองเพื่อตรวจหาอัปเดต การตั้งค่านี้จะมีผลต่อผู้ใช้ทุกคนและอินเทอร์เฟซทั้งหมดในอุปกรณ์ เมื่อตั้งค่าแล้ว อุปกรณ์จะตรวจหาอัปเดตตามกำหนดการ คุณต้องนำนโยบายออกเพื่อยกเลิกการตรวจหาอัปเดตรายการอื่นๆ ที่กำหนดเวลาไว้</translation>
<translation id="355118380775352753">เว็บไซต์ที่จะเปิดในเบราว์เซอร์สำรอง</translation>
<translation id="3554498762428140109">เปิดใช้การตรวจหาการบังหน้าต่างในเครื่อง</translation>
<translation id="3554984410014457319">อนุญาตให้ Google Assistant คอยฟังข้อความการเปิดใช้งานด้วยเสียง</translation>
<translation id="3562741878192828370">รายการของประเภทไฟล์ที่ควรเปิดโดยอัตโนมัติเมื่อดาวน์โหลดเสร็จ ไม่ควรใส่ตัวคั่นข้างหน้าเมื่อระบุประเภทไฟล์ เช่น ให้ใช้ "txt" แทน ".txt"
ไฟล์ประเภทที่ควรเปิดโดยอัตโนมัติยังจะต้องผ่านการตรวจสอบของ Google Safe Browsing ที่เปิดใช้อยู่ และระบบจะไม่เปิดไฟล์หากไม่ผ่านการตรวจสอบ
หากไม่ได้ตั้งค่านโยบายนี้ เมื่อดาวน์โหลดเสร็จระบบจะเปิดเฉพาะประเภทไฟล์ที่ผู้ใช้ระบุไว้แล้วว่าให้เปิดโดยอัตโนมัติ
ใน <ph name="MS_WIN_NAME" /> ฟังก์ชันการทำงานนี้ใช้ได้เฉพาะในอินสแตนซ์ที่เข้าร่วมโดเมน <ph name="MS_AD_NAME" />, ทำงานใน Windows 10 Pro หรือลงทะเบียนในการจัดการระบบคลาวด์ของเบราว์เซอร์ Chrome ใน <ph name="MAC_OS_NAME" /> ฟังก์ชันการทำงานนี้ใช้ได้เฉพาะในอินสแตนซ์ที่จัดการผ่าน MDM หรือเข้าร่วมในโดเมนผ่าน MCX</translation>
<translation id="356579196325389849">ผู้ใช้อาจกำหนดค่าเวอร์ชันการเผยแพร่ของ Chrome OS</translation>
<translation id="3575011234198230041">การตรวจสอบสิทธิ์ HTTP</translation>
<translation id="3577251398714997599">เครื่องมือตั้งค่าโฆษณาสำหรับเว็บไซต์ที่มีโฆษณาที่แทรก</translation>
<translation id="3577628175311752799">ใช้นโยบาย URL ที่มาเริ่มต้นของ "ไม่มี URL ที่มาเมื่อดาวน์เกรด"</translation>
<translation id="357917253161699596">อนุญาตให้ผู้ใช้จัดการใบรับรองของผู้ใช้</translation>
<translation id="3580414086211696382">ควบคุมการใช้ File System API สำหรับการอ่าน</translation>
<translation id="3584194414857209694">เปิดใช้นโยบายทดลอง</translation>
<translation id="3584722841530002134">การตั้งค่านโยบายจะกำหนดเซิร์ฟเวอร์ที่ <ph name="PRODUCT_NAME" /> อาจมอบสิทธิ์ให้ คั่นชื่อเซิร์ฟเวอร์หลายรายการด้วยเครื่องหมายจุลภาค ใช้ไวลด์การ์ด (<ph name="WILDCARD_VALUE" />) ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะไม่มอบสิทธิ์ใช้ข้อมูลเข้าสู่ระบบของผู้ใช้ แม้จะตรวจพบว่าเซิร์ฟเวอร์เป็นอินทราเน็ตก็ตาม</translation>
<translation id="3585177699591644295">เปิดใช้ฟีเจอร์การช่วยเหลือพิเศษ "เลือกเพื่อให้อ่าน"
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" ระบบจะเปิดใช้ฟีเจอร์เลือกเพื่อให้อ่านอยู่เสมอ
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ระบบจะปิดใช้ฟีเจอร์เลือกเพื่อให้อ่านอยู่เสมอ
หากตั้งค่านโยบายนี้ ผู้ใช้จะเปลี่ยนหรือลบล้างไม่ได้
หากไม่มีการตั้งค่านโยบายนี้ ระบบจะปิดฟีเจอร์เลือกเพื่อให้อ่านในขั้นต้นแต่ผู้ใช้เปิดใช้ได้ทุกเมื่อ</translation>
<translation id="3591527072193107424">เปิดใช้ฟีเจอร์การรองรับเบราว์เซอร์เวอร์ชันเก่า</translation>
<translation id="3591584750136265240">กำหนดค่าลักษณะการตรวจสอบสิทธิ์ของการเข้าสู่ระบบ</translation>
<translation id="3603469950773500315">เปิดใช้การลดการตรวจสอบ <ph name="CORS" /> ในการนำ <ph name="CORS" /> ใหม่ไปใช้ เพื่อให้ส่วนขยายยังคงทำงานร่วมกันได้ และให้ <ph name="PRODUCT_NAME" /> ส่งส่วนหัวที่ระบุโดยไม่ต้องตรวจสอบ <ph name="CORS" />
หากตั้งค่ารายการนี้ให้ว่างเปล่า <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะเรียกใช้ส่วนขยายในลักษณะการทำงานที่เข้ากันได้ และจะไม่แสดงการเปลี่ยนแปลง <ph name="API" /> สำหรับ <ph name="PRODUCT_NAME" /> 79 ดังที่อธิบายไว้ใน <ph name="WEB_REQUEST_API_MANUAL" />
หากตั้งค่ารายการนี้ให้มีชื่อส่วนหัวของคำขอ <ph name="HTTP" /> การตรวจสอบ <ph name="CORS" /> จะเพิกเฉยต่อส่วนหัวที่อยู่ในรายการ พร้อมทั้งเปิดใช้การลดการตรวจสอบสำหรับส่วนขยาย
หากไม่ได้ตั้งค่ารายการนี้ไว้ ระบบจะไม่บังคับใช้การลดการตรวจสอบทั้ง 2 รายการที่อธิบายไว้ด้านบน
ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ <ph name="CORS" /> ได้ที่ <ph name="CORS_HELP_URL" />
โปรดทราบว่าเราได้ประกาศว่าจะนำนโยบายนี้ออกใน <ph name="PRODUCT_NAME" /> เวอร์ชัน 82 แต่ได้นำออกในเวอร์ชัน 84</translation>
<translation id="3627678165642179114">เปิดหรือปิดใช้งานบริการเว็บสำหรับการตรวจสอบการสะกด</translation>
<translation id="3628480121685794414">เปิดใช้การพิมพ์แบบด้านเดียว</translation>
<translation id="3631099945620529777">หากตั้งค่าเป็น "เท็จ" ระบบจะปิดใช้ปุ่ม "หยุดกระบวนการ" ในตัวจัดการงาน
หากตั้งค่าเป็น "จริง" หรือไม่กำหนดค่า ผู้ใช้จะหยุดกระบวนการในตัวจัดการงานได้</translation>
<translation id="3643284063603988867">เปิดใช้ฟีเจอร์ "จำรหัสผ่าน"</translation>
<translation id="3646859102161347133">ตั้งค่าประเภทของแว่นขยายหน้าจอ</translation>
<translation id="3647212518036289905">การตั้งค่านโยบายจะระบุไลบรารี GSSAPI ที่จะใช้สำหรับการตรวจสอบสิทธิ์ HTTP จะตั้งค่านโยบายเป็นชื่อไลบรารีหรือเส้นทางแบบเต็มก็ได้
การไม่ตั้งค่านโยบายหมายความว่า <ph name="PRODUCT_NAME" /> จะใช้ชื่อไลบรารีเริ่มต้น</translation>
<translation id="3652670852519271837">อนุญาตให้เว็บไซต์ขอให้ผู้ใช้ให้สิทธิ์การเข้าถึงในการอ่านไฟล์และไดเรกทอรีผ่าน File System API</translation>
<translation id="3653234084868565720">ควบคุมว่า <ph name="PRODUCT_OS_NAME" /> จะอนุญาตให้สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่หรือไม่ หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "เท็จ" ผู้ใช้ที่ยังไม่มีบัญชีจะเข้าสู่ระบบไม่ได้
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" หรือไม่ได้กำหนดค่า ระบบจะอนุญาตให้สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่หาก <ph name="DEVICE_USER_ALLOWLIST_POLICY_NAME" /> ไม่ได้ป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เข้าสู่ระบบ</translation>
<translation id="3653237928288822292">ไอคอนของผู้ให้บริการการค้นหาเริ่มต้น</translation>
<translation id="3654906736796256792">อนุญาตให้เรียกใช้แซนด์บ็อกซ์เสียง</translation>
<translation id="3660510274595679517">
หากตั้งค่านโยบายนี้เป็น "จริง" การลงทะเบียนการจัดการระบบคลาวด์จะเป็นการดำเนินการที่บังคับและจะบล็อกขั้นตอนการเปิดใช้งาน Chrome หากขั้นตอนดังกล่าวล้มเหลว